ฟ้อนเมืองใช้เรียกการแสดงพื้นบ้านของชาวพื้นเมืองท้องถิ่น ๘ จังหวัดภาคเหนือของไทย ก่อให้เกิดวิถีชีวิตอันมี
พื้นฐานสนับสนุนด้วยทรัพยากรอันอุดมสมบูรณ์ ภูมิอากาศสบาย มีความเป็นอยู่ที่เรียบง่าย หลอมรวมหลากหลายชาติพันธุ์เป็นวิถีชีวิตวัฒนธรรมดั้งเดิม การนับถือธรรมชาติและผีบรรพบุรุษ จนรับเอาพระพุทธศาสนามาเป็นแนวทางการอยู่รวมกันในสังคม ก่อเกิดอารยธรรมประเพณีที่มีวิวัฒนาการสืบทอดต่อกันมา ตามความเชื่อดั้งเดิมการนับถือผีของคนเมือง นับได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการฟ้อนเมือง ที่ปรากฏการเคลื่อนไหวของร่างกายเพื่อบำบวง เซ่นสรวงผีของผู้นำพิธีตลอดถึงผู้เข้าเข้าร่วมพิธี เพื่อให้สลายความเป็นคนปุถุชนคนธรรมดา สู่การเป็นผู้ติดต่อสื่อสารถึงอำนาจเหนือมนุษย์คือผีในระดับต่างๆ เช่น ผีบรรพบุรษ ผีผู้ปกครองในระดับบ้าน ระดับเมือง สู่ผีระดับเจ้า เป็นต้น กอรปกับใช้การขับขานด้วยภาษาและเสียงของคน เครื่องดนตรีต่างๆที่มีท่วงทำนองอันน้อมนำไปสู่การเข้าถึงผี เมื่อกระบวนการได้ทำซ้ำและบ่อยครั้งจึงเกิดเป็นทักษะ และพัฒนาต่อเติมขึ้นทั้งท่าทางและท่วงทำนองลีลาที่มีวิวัฒนาการ ตามแต่ที่ได้รับการยอมรับกันในสังคมนั้นๆ ต่อเมื่อมีการเรียนรู้ถ่ายทอดส่งต่อกันจึงเป็นวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้ที่ค่อยเป็นขั้นเป็นตอนตามลำดับ ครั้นต่อมาคนเมืองรับเอาพระพุทธศาสนาเข้ามาเป็นที่พึ่งที่ระลึก เป็นหลักปฏิบัติแห่งพุทธศาสนิกชนมักนิยมทำบุญ ปฏิบัติตนตามหลักศีล กิน-ทาน ในระดับฆราวาสผู้ครองโลก ตามคติแห่งผู้เสพกามในกามาวจรภูมิที่ยังเวียนว่ายในวัฏฏะ การฟ้อนรำด้วยปีติ จึงเป็นกิจกรรมที่เนื่องด้วยบุญกุศล กิน - ทาน ในเบื้องต้น สู่การประพฤติตนในกุศลกรรมบท ละเว้นซึ่งอกุศลกรรมบท ให้ดีงามตามปกติของมนุษย์คือศีล พัฒนาจิตภาวนาสู่ปัญญาหนทางสู่อริยมรรคคือปัญญา
ในอุดมคติชนของคนเมืองในการแสดงออกซึ่งการฟ้อนรำที่ได้กล่าวไปในเบื้องต้นแล้วนั้น แสดงถึงความงดงาม สุนทรียภาพในวิถีชีวิตที่หลอมรวมชาติพันธุ์อันหลากหลาย ด้วยความเชื่อในผีดังเดิมในเผ่าพันธุ์แห่งตน รวมกับขนบธรรมเนียมข้อวัตรปฏิบัติในพระพุทธศาสนาที่ยอมรับปฏิบัติร่วมกันเป็นวัฒนธรรมประเพณี อาจมีลักษณะคล้ายกันในแถบพื้นที่ใกล้เคียงประเทศเพื่อนบ้าน หากแต่มีเอกลักษณ์เป็นปัจเจกแต่ในแต่ละท้องถิ่นนั้น ล้วนเป็นไปเพื่อความปีติยินดีในการกุศลเพื่อหวังความสุขในโลกนี้และโลกหน้าเป็นแต่ในเบื้องต้น ต่อเมื่อมีกิจกรรมเพื่อตอบสนองทางสังคมเช่น การศึกษา การท่องเที่ยว ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เป็นต้น จึงปรับประยุกต์ใช้เพื่อรับใช้แทรกซึมไปในวิถีชีวิตในระบบสังคมตามวิวัฒนาการตามยุคตามสมัยต่อไป
ภาพวาดฝาผนัง:เวสสันดรชาดก ฉบับล้านนาระเบียงรายวัดพระพุทธบาทสี่รอย อ.แม่ริม เชียงใหม่
ภาพวาดฝาผนัง:วิหารวัดเกาะกลาง ต.ป่าแดด อ.เมือง เชียงใหม่
การได้เกิดมาเป็นคนเมืองนับเป็นบุญวาสนาอันดี ที่คงได้อธิษฐานบารมีไว้ตามความเชื่อในพุทธศาสนาผู้เขียนจะขอเล่าถึงพื้นเพชีวิตเป็นพื้นถิ่นตำบลสันโป่ง อำเภอแม่ริม ฝั่งด้านทิศเหนือของเวียงเชียงใหม่ อันเนื่องด้วยสำนักฟ้างาม ฟ้อนดาบ-เชิง ข้าพเจ้าได้โอกาสเรียนรู้ศิลปะการฟ้อนรำ ด้วยกิจกรรมฟื้นฟูทางวัฒนธรรมการตีกลองสะบัดชัย ซึ่งจัดขึ้นในวาระครบรอบ ๓๐ ปี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ราวในปี พ.ศ.๒๕๓๖ ได้มีการสนับสนุนนำส่งมอบวงกลองสะบัดชัย ให้กับโรงเรียนต่างๆในจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อฟื้นฟูการตีกลองสะบัดชัย และจัดกิจกรรมการแข่งขันวงกลองสะบัดชัยขึ้นที่ศาลาอ่างแก้ว มีสมเด็จพระเทพรัตน์ราชสุดาฯ เสด็จในงานและทรงประทานมอบรางวัลผู้มีชัยในการแข่งขัน ซึ่งผู้เขียนได้เข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าวนั้น โดยโรงเรียนได้มอบหมายครูชาญณรงค์ แสงอุทัย ครูผู้สอนดนตรีไทยขณะนั้น ประสานงานปราชญ์พื้นบ้านครูกลองจากสำนักฟ้างามครูศิริ(ต้อม) มีสุข พร้อมทีมงานครูอุดม(เขียด/) หลีตระกูลและครูสมพงษ์(สุ่ม) ขัตติ์เนตร มาสอนการตีกลองสะบัดชัย ฟ้อนเชิง ตบมะผาบ สาวไหม ล่อเสือ เชิงดาบ ในโรงเรียนมัธยมมีชื่อย่านอำเภอแม่ริม ผู้เขียนและกลุ่มเยาวชนชุมนุมดนตรีไทย-พื้นเมืองโรงเรียนดังกล่าว จึงได้เข้าสู่วงการดนตรีพื้นเมือง ฟ้อนดาบ วงกลองต่างๆในนาม “เจ็ดประหลาดแม่ริม” นับแต่บัดนั้น บางคนก็ได้สืบต่องานเป็นศิลปิน เป็นสล่าทำเครื่องดนตรีและเป็นครูสอนสืบสานสืบทอดด้านดนตรีและการแสดงพื้นบ้านพื้นเมืองของเชียงใหม่สืบมา
ข้าพเจ้าสัมผัสและรับรู้ถึงผีครูที่ส่องรู้เล้งเห็นเจาะจ่องนำทางให้ข้าพเจ้าได้เลือกที่จะใฝ่รู้ในการฟ้อนเชิง -ฟ้อนดาบ ตีกลองพื้นเมืองต่างๆอย่างค่อยเป็นค่อยไป ด้วยนิสัยอ่อนน้อมถ่อมตน โดนติโดนด่าก็ไม่สะท้านด้านได้ จึงได้พบครูบาอาจารย์หลายท่านก็เมตตา แบ่งปันความรู้ บางท่านก็ได้มาด้วยการสังเกตจื่อจดจำ เป็นครูพัก ลักจำที่เขาสอนเพื่อนนักดนตรี บางท่านก็ยากแสนเข็ญกว่าจะได้เรียน บางท่านก็ทดสอบความตั้งใจเป็นเวลาหลายปีกว่าจะปลงใจสอน เช่นครุสุ่ม สมพงษ์ ขัตติ์เนตร แห่งสำนักศิษย์ฟ้างามบ้านท่ากระดาษ ต.สันผีเสื้อ ฝั่งวันออกแม่น้ำปิง ผู้เขียนประทับใจลีลาฟ้อนดาบ - และดาบไฟ ครั้งแรกบนเวทีข่วงวัดเจดีย์หลวงในงานประเพณีใส่ขันดอกบูชาเสาอินทขีลช่วงนั้น ด้วยความเป็นเด็กน้อยอยากได้วิชา อยากรู้ขอเรียนซึ่งหน้าหลังเวที ครูท่านก็ตะคอกใส่อะไรกันจะมาขอเรียนกันง่ายๆได้อย่างใด หน้าม้านกลับไปใหม่ปีหน้า ทำหน้าด้านหน้าทนมาขอก็ถูกท้าทายทำทีไล่ให้มาขออีก จนถึงปีที่สามจึงจะเห็นทีท่าตั้งใจจริง ท่านคุยดีด้วยแล้วบอกให้เตรียมสวยดอกไปเรียนที่บ้านริมปิง ท่ากระดาษ ราวในปี พ.ศ.๒๕๓๙ ข้าพเจ้าจึงได้เริ่มเรียนแม่ดาบเชื่อม(ท่ารอง)ท่าดาบในสำนักฟ้างามเป็นเบื้องต้น ณ ลานข่วงรอบต้นลิ้นจี่หลวงที่บ้านครูเป็นอีกหนึ่งตำนาน สามเดือน ๑ ท่าดาบ กว่าจะปล่อยผ่าน หากรำไม่ได้ไม่เหมือนนั้นไม่ได้ไปต่อแม่ท่าถัดไป กระทั่งครบกระบวนท่าทั้ง ๑๒ จึงสามารถฟ้อนแสดงในงานต่างๆ และเรียนรู้แลกเปลี่ยนกับมิตรสหายผู้รู้เชิงในยุคนั้น จนสามารถรับเชิญเป็นวิทยากรออกค่ายร่วมกับกลุ่มเยาวชนต่างๆและเป็นครูในสถานศึกษาทั้งเอกชน มหาวิทยาลัยและโรงเรียนรัฐบาลในสังกัดสพม.เชียงใหม่ – แม่ฮ่องสอน ตลอดถึงการเข้าร่วมกิจกรรมในเทศกาลต่างๆทางวัฒนธรรมทางดนตรีและการแสดงพื้นเมืองของจังหวัดเชียงใหม่
กิจกรรมฟ้อนเมือง ได้รวบรวมบรรดาช่างฟ้อนหลากหลายรุ่นและสำนักฟ้อนต่างๆ ใน ๘ จังหวัดภาคเหนือมาร่วมกันแสดงพลังแห่งนาฏกรรมพื้นเมืองที่แผงอยู่ในวัฒนธรรมที่หลากหลาย อาจต่างสำนัก ต่างครู ต่างท้องถิ่นชาติพันธุ์นั้นได้หล่อหลอมวิญญาณเป็นหนึ่งเดียวแห่งผีครูฟ้อนหลวง นำความซาบซึ้งประทับใจ สร้างประวัติการณ์นาฏการพื้นบ้านพื้นเมืองได้มลังมเลืองไว้เป็นที่จดจำอีกหน้าหนึ่งในประวัติศาสตร์ คงมีได้ในไม่กี่ครั้งในช่วงชีวิตของมนุษย์คนหนึ่ง ซึ่งข้าพเจ้าเองได้ร่วมกล่าวไว้เป็นจารสเกสรในการสรุปในวันแสดงไว้ยากจะบรรยายออกมาเป็นถ้อยคำที่ล้นจากใจสุดปีติไว้ว่า “การที่ได้มาร่วมกันฟ้อนในวันนี้ เป็นประวัติการณ์ และเชื่อมั่นเหลือเกินว่าฟ้อนเมืองอันทรงคุณค่านี้จะยังตราตึงคงอยู่กับคนเมืองตราบนาน หากคืนนี้แม้หลับแล้วไม่ตื่นขึ้นในวันพรุ่งก็ตายตาหลับด้วยปีติสุขนั้น.... ขอบคุณทุกท่านทุกคนครับ”