สวัสดีค่ะ ฉันชื่อเก้า วิชชาวีร์ ชูโฉม จากจังหวัดแม่ฮ่องสอน ปัจจุบันอายุ 33 ปีค่ะ
จุดเริ่มต้นของการฟ้อนรำของฉัน เริ่มตั้งแต่ตอนเข้าอนุบาล ฉันเรียนอยู่ในโรงเรียนที่แม่ของฉันสอน เป็นโรงเรียนเล็ก ๆ ในหมู่บ้าน ตอนเด็ก ๆ ฉันจำได้ว่าการแสดงที่เคยฝึกมีทั้งฟ้อนไต กลองมองเซิง ฟ้อนเล็บ ฟ้อนกุ๊บ รำนกกิ่งกะหร่า ระบำอธิษฐาน รำอวยพรอ่อนหวาน ระบำเทพบันเทิงแต่สิ่งหนึ่งที่ฉันยังจำได้ดีมาจนถึงวันนี้ คือคุณครูที่สอนให้ฉันจีบได้ ตั้งวงเป็น กลับไม่ได้จบนาฏศิลป์ ท่านเพียงมีใจรัก แล้วค่อย ๆ เรียนรู้ด้วยตัวเอง นั่งแกะท่าจากวิดีโอ สังเกต ลองทำตาม จดบันทึกทีละท่า แล้วนำมาถ่ายทอดให้พวกเรา ฉันเห็นกระบวนการเหล่านี้มาตลอด ตั้งแต่อนุบาลจนถึง ป.6
พอเข้าเรียนต่อระดับมัธยมฯ สมัยนั้นยังเรียกว่าโรงเรียนห้องสอนศึกษา ฉันก็ยังเดินทางมากับการฟ้อนต่อ ด้วยการสนับสนุนจากครอบครัว และแม่เองก็น่าจะมีใจรักในด้านนี้อยู่ไม่น้อย ส่วนพี่ชายซึ่งห่างกัน 12 ปี ก็สนใจเรื่องการแต่งหน้า ทำผม แต่งตัว และมีรุ่นพี่ที่ทำงานด้านศิลปะการแสดงอยู่ ฉันจึงได้เข้าร่วมกับคณะม่านคำ ซึ่งรับงานแสดงในจังหวัด โดยการแสดงหลักเป็นการแสดงพื้นบ้านไทใหญ่ ทำให้ฉันมีรายได้เสริมระหว่างเรียนตั้งแต่ ม.1 ถึง ม.6 ส่วนที่โรงเรียนน่ะหรือ สมัยนั้นยังไม่มีวิชานาฏศิลป์ ครูนาฏศิลป์ หรือแม้แต่ชุมนุมนาฏศิลป์เลย ทั้งที่เป็นโรงเรียนประจำจังหวัด มีนักเรียนกว่าพันคน ดังนั้นเมื่อมีงานที่ตัองการการแสดง คุณครูก็มักจะเรียกหาและบอกว่า “เก้า พรุ่งนี้มีงาน มาแสดงให้โรงเรียนหน่อยนะ” การแสดงเดี่ยวด้วยการนำศิลปะการฟ้อนมาอิมโพรไวส์ ก็เริ่มต้นขึ้นกับฉันตรงนี้
ฉันเป็นเด็กห้องเรียนวิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์ แต่ด้วยสิ่งที่ทำมาเหล่านี้ก็พาฉันเลือกเรียนต่อสายครุศาสตร์ เอกนาฏศิลป์ไทย ที่มหาวิทยาลัย
ราชภัฏเชียงใหม่ สถาบันแห่งนี้สอนให้ฉันรู้จักผ้าแดง(เพิ่งรู้จักผ้าแดงตอนเข้าปี 1 นี้เองค่ะ) ตอนแรกเข้าไปก็เกือบจะยอมแพ้ เราไม่เหมือนเขาเลย แต่ที่บ้าน เพื่อน ๆ ที่เรียนด้วยกัน ต่างให้กำลังใจ ให้อดทนและสู้ เรียนจบมาได้ก็ทำให้ฉันมีมาตรฐาน รู้จักระเบียบแบบแผน มีจิตวิญญาณความเป็นผู้ให้ ลุยและสู้งาน ฉันยังคงรู้สึกขอบคุณครูอาจารย์สถาบันแห่งนี้ เหตุผลหนึ่งที่เลือกที่นี่ เพราะตอนนั้นทุกคนต่างเห็นเป็นเสียงเดียวกันว่า เรียนจบมามีวุฒิครู มีโอกาสเป็นข้าราชการ กลับมาเป็นครู ซึ่งในโลกใบเล็กที่ฉันอยู่ การจะมีชีวิตสร้างรายได้เป็นชิ้นเป็นอันได้ ก็มีอยู่เส้นทางเดียว และใช่ค่ะ ตอนนี้ฉันกำลังทำงานเป็นข้าราชการครู สอนนาฏศิลป์อยู่
ฉันทำทุกวันด้วยหัวใจ กับการสอนลูกศิษย์ตัวเล็ก ๆ ที่เริ่มต้นจากไม่รู้จังหวะ จีบไม่เป็น ตั้งวงไม่ได้ จากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปี ปีนี้ย่างเข้าปีที่ 7 แล้ว ลูกศิษย์ที่จบจากฉันไปหลายคนก็ไปเข้าชมรมด้านศิลปะการแสดงหรือนาฏศิลป์ต่อ และยังกลับมาหา มาทักทายกันจนถึงวันนี้ นี่คือความภูมิใจอย่างหนึ่งในชีวิต และเป็นอีกหนึ่งความฝันที่รู้สึกว่าตัวเองทำสำเร็จแล้ว
ส่วนลึก ๆ ฉันยังมีอีกความรู้สึกหนึ่งที่ไม่ค่อยกล้าพูดออกมา ฉันรักการเป็นครู แต่ในตัวฉันยังมีอีกด้านหนึ่งที่อยากออกไปเป็นคนทำงานศิลปะ อยากแสดง อยากเรียนรู้ อยากทดลอง และอยากรู้ว่าถ้าได้ใช้ร่างกายและความคิดของตัวเองมากกว่าที่เคย มันจะพาฉันจะไปถึงไหน บางที สิ่งที่ฉันค้นหาอาจไม่ใช่อาชีพใหม่ แต่เป็นพื้นที่ที่ทำให้ฉันได้กลับมาเป็น “คนฟ้อน” อีกครั้ง
.
จนวันหนึ่งมีประตูบานใหม่เปิดออก มีสายโทรศัพท์จากผู้ประสานงานโครงการ บอกว่าจะมีโครงการ
“ฟ้อนเมือง เมืองฟ้อน” เดินทางมาจัดกิจกรรมที่แม่ฮ่องสอน โดยปกติ ฉันค่อย ๆ หมดศรัทธากับโครงการอบรม
เวิร์กช็อป หรือกิจกรรมหลายรูปแบบ เพราะหลายครั้งจัดแล้วก็จบไป จัดเพื่อให้รู้ว่าจัด หรือจัดเพราะต้องใช้
งบประมาณให้ทันปลายปี แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นก็ไม่ได้เดินทางต่อไปไหน แต่ครั้งนี้ ฉันยินดีและเต็มใจตั้งแต่ยังไม่เริ่ม
เพราะมีชื่อหนึ่งอยู่ในโครงการนั้น พี่พิเชษฐ กลั่นชื่น ฉันชื่นชมผลงานและวิธีคิดของพี่พิเชษฐมานาน จึงเกิดความรู้สึกว่า
แม้ยังไม่รู้ว่าโครงการจะพาเราไปถึงไหน จะได้เจอกับอะไร หรือปลายทางอยู่ตรงจุดใด แต่ก็น่าจะพาเราไปถึง “ที่ไหนสักที่”
บางที การเดินทางทางศิลปะก็อาจเป็นอย่างนี้ เราไม่จำเป็นต้องเห็นปลายทางทั้งหมดตั้งแต่วันแรก แค่ได้ออกเดินทาง
ก็อาจมีบางอย่างรอให้เราเห็นระหว่างทาง
.
วันที่ 20 เมษายน เวลาประมาณใกล้ค่ำ ฉันส่งข้อความไปถามทีมพี่พิเชษฐในฐานะเจ้าบ้านว่าเดินทางถึงแม่ฮ่องสอนกันหรือยัง ไม่นานพี่พิเชษฐตอบกลับมาว่า “ตอนนี้อยู่ปายแล้วครับ” ฉันทั้งดีใจและโล่งใจ ก่อนส่งกำลังใจกลับไปว่า “ผ่านมาแล้ว 932 โค้ง เหลืออีกครึ่งหนึ่งก็จะครบ 1,864 โค้งแล้วค่ะ” สักพักมีสติกเกอร์กุมขมับส่งกลับมา พร้อมข้อความว่า “ตาย พี่โออ้วกไปแล้ว 555” / โอเค... นี่คือการต้อนรับสู่แม่ฮ่องสอนอย่างเป็นทางการ
ก่อนเวิร์กช็อปจะเริ่ม โครงการก็ได้ทำสิ่งหนึ่งกับพวกเราไปแล้ว นั่นคือทำให้คนจากต่างที่ ต่างพื้นฐาน และต่างประสบการณ์ ออกเดินทางมาพบกัน พ่อครู แม่ครู ศิลปิน และคนทำงานด้านการฟ้อนจากหลายรุ่น มารวมตัวกันในพื้นที่เดียวกัน ที่น่ารักคือ
พี่ ๆ ทีมงานก็สวมชุดไทใหญ่ด้วย มองเผิน ๆ แทบแยกไม่ออกว่าใครเป็นคนแม่ฮ่องสอน ใครเพิ่งเดินทางเข้ามา ในเวิร์กช็อป เราได้ดู ได้จำ และได้ลองทำตามท่า
ฟ้อนจากครู แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าการจำท่า คือการได้เห็นว่าคนแต่ละคนมีวิธีใช้ร่างกาย และมีภาษาการฟ้อนเป็นของตัวเอง ช่วงบ่าย พี่พิเชษฐและทีมค่อย ๆ เปลี่ยนจากการให้เรา “จำท่า” มาเป็นการให้ “เครื่องมือ” ชวนให้เราสร้างท่าของตัวเอง ใช้พื้นที่ และตั้งคำถามกับร่างกาย สำหรับฉัน เวิร์กช็อปครั้งนั้นไม่ได้มีเพียงความรู้ที่เพิ่มขึ้น แต่ยังทำให้คนที่อยู่ในโลกเดียวกันได้กลับมาเจอกัน ได้เห็นวิธีคิดและวิธีเคลื่อนไหวของกันและกัน (ฉันรู้สึกชอบอะไรแบบนี้จัง)
จากแม่ฮ่องสอน การเดินทางพาฉันไปถึงลำปาง ที่นั่นตัวแทนจากแต่ละจังหวัดนำการแสดงมาพบกัน สำหรับแม่ฮ่องสอน ฉันโชคดีที่มีพ่อครูส่างคำ ผู้ถ่ายทอดวิชารำนกกิ่งกะหร่าให้กับฉัน ครูหอบฆ้อง หอบกลอง และมาร่วมแสดงกับฉันในนามของจังหวัดแม่ฮ่องสอน สำหรับฉัน นี่คือความหมายของคำว่า “เชื่อมโยง” ที่ไม่ได้อยู่เพียงในกำหนดการ แต่เกิดขึ้นจริงระหว่างคนกับคน ก่อนหน้านี้ ฉันเคยคิดว่าการฟ้อนที่ดีคือการฟ้อนให้เหมือนครู หรือเหมือนคนที่รำสวย ฉันอยากใส่ความเป็นตัวเองลงไปบ้าง แต่ก็ไม่ค่อยกล้า จนกระทั่งได้มาอยู่บนเวที Grammar of Lanna Living Bodies พ่อครู แม่ครู สล่า ช่างฟ้อน และศิลปินจากหลายพื้นที่ ต่างมีรากร่วมกัน ทั้งการฟ้อน เจิง และความเป็นล้านนา แต่ในความเหมือนนั้น ทุกคนกลับมีเอกลักษณ์และความแตกต่างเฉพาะตัวอย่างชัดเจน
“ความต่างในความเหมือน” คำนี้ติดอยู่ในใจฉัน ฉันเริ่มมองเห็นว่า การมีรากไม่ได้หมายความว่าเราต้อง
มีรูปร่างเหมือนรากนั้นไปตลอดชีวิต บางที รากอาจมีไว้เพื่อให้เราเติบโต ฉันเองก็เพิ่งเข้าใจว่า การสืบทอด
ไม่จำเป็นต้องเท่ากับการทำซ้ำ สิ่งที่เราได้รับจากครู อาจไม่จำเป็นต้องอยู่ในรูปเดิมตลอดไป เราอาจรับมัน
มาอย่างเข้าใจ แล้วค่อย ๆ เรียบเรียงใหม่ ตีความใหม่ และสื่อสารออกไปด้วยภาษาของเราเอง เมื่อคิด
แบบนี้ ฉันรู้สึกว่าการรับมรดกทางศิลปะไม่ใช่การเก็บของเก่าไว้เฉย ๆ แต่คือการทำให้สิ่งที่ได้รับมายังมีชีวิต
อยู่ต่อในร่างกายของเรา
บนเวทีนั้น ฉันจึงไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองกำลังพยายามเป็นใคร ตรงกันข้าม ฉันกลับรู้สึกเป็นตัวเองมากที่สุด
การได้เป็นหนึ่งใน 50 นักแสดงจาก 8 จังหวัดภาคเหนือ ต่อหน้าผู้ชมกว่า 500 คน เป็นความรู้สึกที่
เหมือนฝัน แต่หลังกลับถึงที่พัก ฉันได้ไปร้านสระผม เจ้าของร้านพูดขึ้นมาว่า “มีงานแบบนี้ด้วยเหรอ
งานดูใหญ่นะเนี่ย พี่อยู่แต่ร้าน ทำงาน ไม่รู้เรื่องกับเขาเลยค่ะ” ประโยคธรรมดา ๆ นี้กลับดึงฉัน
กลับมาสู่โลกความจริง ในโลกของเรา ศิลปะการแสดงอาจเป็นเรื่องสำคัญมาก แต่ในสังคมวงกว้าง เรายัง
เป็นเพียงคนกลุ่มเล็ก ๆ และยังมีผู้คนอีกมากที่ไม่รู้จักสิ่งที่เรากำลังทำ บางที นี่อาจเป็นเหตุผลที่เราต้อง
ออกไป ออกไปพบผู้คน ออกไปเรียนรู้ ออกไปเชื่อมโยง และพาศิลปะออกไปพบกับคนที่ยังไม่เคยรู้จักมัน หลังการแสดง พี่พิเชษฐพูดประโยคหนึ่งว่า “จบการแสดงฟ้อนเมือง เมืองฟ้อน มีใครสังเกตไหมว่าม่านไม่ปิด ความหมายสำคัญคือ ยังมีการแสดงต่อไปอีก ยังไม่จบ” ฉันคิดว่า
นี่อาจเป็นความหมายของโครงการสำหรับฉันด้วย ...ม่านไม่ได้ปิด เพราะการฟ้อนยังต้องเดินทางต่อ...
การออกไปครั้งนี้ ทำให้ฉันกลับมาเห็นตัวเองชัดขึ้น เห็นรากของตัวเอง เห็นคนที่เดินทางมาก่อน และเห็นว่าตัวเองยังสามารถเติบโต
ในฐานะคนทำงานศิลปะได้อีก ฉันยังรักการเป็นครูเหมือนเดิม แต่วันนี้ฉันรู้แล้วว่า ในตัวฉันยังมี “คนฟ้อน” อยู่ด้วย และบางที
การกลับมาเป็นคนฟ้อนอีกครั้ง ก็ทำให้ฉันกลับมาเห็นตัวเองได้ชัดขึ้นด้วย เสร็จการแสดงฉากนี้เรื่องราวของการฟ้อน
ยังไม่ได้จบลง ฝันหนึ่งที่สำเร็จแล้วก็ยังฝันต่อได้ เพราะม่านยังไม่ปิด และการแสดงยังคงเดินทางต่อไป
ขอขอบคุณโครงการ “ฟ้อนเมือง เมืองฟ้อน”จากหัวใจของคนแม่ฮ่องสอนค่ะ
น้องเก้า นางสาววิชชาวีร์ ชูโฉม