หัวข้อที่เกี่ยวข้อง

โครงการฟ้อนเมือง เมืองฟ้อน

ร้อยเรียงศิลปะการแสดงล้านนา 8 จังหวัดภาคเหนือ

Loading...
Fonmuang
กำลังโหลดข้อมูล... 0%
ฟ้อนเมือง เมืองฟ้อน

"ฟ้อนเมือง เมืองฟ้อน" โดย คุณนลินฑา กิตติวรรณ

ฟ้อนเมือง เมืองฟ้อน

นลินฑา กิตติวรรณ

 ฟ้อนเมืองเมืองฟ้อน ตัวแทนจังหวัดลำพูน

 

 

 

คนอื่นเขาอาจจะมาด้วยเทวดาฮ้องหา แต่ ตัวปุ๋ยคงจะเรียกได้ว่า ผีบ้านผีเมืองเปิ้นกวักหา หื้อได้มาอยู่ตรงนี้ หื้อมาสืบ มาฮักษาของบ้านเฮากำ

            ล้านนากับความเชื่อเกี่ยวกับการบูชา ผีเมืองผีแม่ผีครู วันหนึ่งเมื่อปุ๋ยมีโอกาสได้เข้าไปร่วมงาน ไหว้ผีไหว้ฟ้าบูชาครู ที่อาจารย์ วิลักษณ์ ศรีป่าซาง จัดที่เฮือนเจียงลือ เวียงกุมกาม มีผู้คนมากมายเข้าร่วมงาน ที่น่าประหลาดใจคือ ผู้คนเหล่านั้นน้อยส่วนเป็นนักท่องเที่ยว บางส่วนคือผู้เสพงานด้านวัฒนธรรม แต่ที่มากันมากโข คือผู้ผลิตงาน ศิลปิน และผู้ทำงานอยู่สายวัฒนธรรมจากหลายจังหวัดในภาคเหนือ มีเพื่อนพี่น้องและอาจารย์หลายท่านที่ตัวปุ๋ยเคารพนับถือ ที่ไม่ได้เจอกันนานมากก็มาในงานนี้ด้วย  ผู้คนที่เรากึดเติงหามากมาย ทุกคนได้มาพบกัน ปุ๋ยได้เข้าไปไหว้ เข้าไปคุย ที่น่าประหลาดใจที่สุดคือ คนที่ปุ๋ยอยากเจอสักครั้ง เพราะเคยได้ยินแต่นามที่ผู้คนเอ่ยถึงกันอย่างกว้างขวางในการทำงานสายงานนาฎศิลป์ร่วมสมัยระดับประเทศ และปุ๋ยเคยมีโอกาสเห็นผลงานที่เขาได้สร้างสรรค์ จากคลิปของนักแสดงที่ปุ๋ยเคยให้มาร่วมทีม นักแสดงที่ปุ๋ยนับถือในฝีมือ พี่ดลหรือนพดล เคยร่วมงานกับพี่พิเชษฐ เป็นงานสร้างสรรค์ที่ออกมาดีมากๆ ปุ๋ยเคยมีความคิดว่าอยากมีโอกาสได้ทำงานร่วมด้วยสักครั้ง และพี่พิเชษฐก็มาร่วมในงานนี้

 

ระหว่างเข้าร่วมงาน น้องก้องละกอน ศิลปินช่างฟ้อนชาวลำปาง รุ่นน้องคณะวิจิตรศิลป์ เข้ามาบอก พี่ปุ๋ย ช่วงนี้ทำอะไรก่อ มาช่วยลำพูนกำได้ก่อปี้... คำว่า ..ช่วยละปูนกำแค่คำคำเดียว ที่เราได้ยิน ทำให้เราตอบตัดสินใจได้ง่ายมาก แบบไม่ลังเล ได้ก่ะ

แล้วก้องก็พาไปพบน้องเจ ผู้ประสานงานจังหวัดลำพูนพร้อมกับเล่า เรื่องโครงการฟ้อนเมืองเมืองฟ้อนให้ฟังคร่าวๆ  พร้อมบอกว่า อาทิตย์หน้าพี่ปุ๋ย ไปกับเจกำ ไปเมืองพะเยาไปร่วมโครงการ และที่ลำปาง พี่ปุ๋ยต้องฟ้อนโตย เป็นตัวแทนละปูน  คำนี้ที่น้องก้องกับเจกล่าว ก้องอยู่ในหัว ตามมาด้วยความคิดในหัวของตัวเราเอง เด่วก่อนฟ้อนน่ะฟ้อนได้ แต่จะให้ฟ้อนอะไร ขอรู้ข้อมูลเพื่อจะนำไปประมวลผลให้ปี้ได้คิดงานก่อน ปุ๋ยอยากรู้เรื่องโครงการให้มากกว่านี้

            คำตอบที่ปุ๋ยต้องการรู้ สวนขึ้นมาพอดี กับเสียงกล่าวออกไมค์จากอาจารย์วิลักษณ์ศรีป่าซาง  พี่พิเชษฐ์ กลั่นชื่น และอรช Greater Chiang Mai กล่าวตอนเริ่มงาน ทำให้เราได้รู้ว่า การที่ผู้คนจากสายวัฒนธรรมล้านนาหลายจังหวัดมากมายมารวมตัวกันวันนี้ เพราะวันนี้ คืองาน ไหว้ผีไหว้ฟ้าบูชาครู และ งานส่วนนึง ของงานฟ้อนเมืองเมืองฟ้อน

            ลำพูน ลำพูนเสียงเรียกให้เข้าไปถ่ายรูปร่วมกับศิลปินทุกจังหวัด พร้อมเสียงของ อรช ว่าพี่ปุ๋ยอยู่เชียงใหม่ แต่ก็เป็นคนลำพูน เสียงเรียกในวินาทีนั้นเองที่ทำให้ปุ๋ยได้เข้าไปอยู่ในรูปถ่ายรูปถ่ายรูปแรกของตัวเอง ในครอบครัวฟ้อนเมืองเมืองฟ้อน

เมื่อไม่รู้ ก็ต้องให้รู้ เมื่อรู้บ้าง ก็ต้องเสริมเติมเพิ่มสิ่งที่ควรรู้ ด้วยความที่พึ่งทราบเรื่องโครงการ เลยนัดน้องเจ ทั้งโทรคุย ทั้งไปเจอกัน เพื่อขอรายละเอียดเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมาได้เก็บข้อมูลอะไรของลำพูนไปแล้วบ้าง แล้วในเวลาเพียง1อาทิตย์ก่อนที่จะไปที่พะเยา ขอเข้าไปคุยกับพ่อครูแม่ครูของลำพูนที่พอจะนัดกันได้ได้ก่อ  น้องเจผู้ประสานงานจังหวัดลำพูน       กล่าวถึง โครงการฟ้อนเมืองเมืองฟ้อนที่ได้เริ่มมาตั้งแต่ต้นปี 2569 พี่พิเชษฐ์ กลั่นชื่น เป็นเจ้าของโครงการ ชื่อเต็ม โครงการฟ้อนเมือง เมืองฟ้อน ร้อยเรียงศิลปะการแสดงล้านนา 8 จังหวัดภาคเหนือ มีผู้จัดทำและความร่วมมือ จาก คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, PKDC และ Greater Chiang Maiมีเป้าหมายใน ขับเคลื่อนและค้นหาร่างกาย ความทรงจำ และประวัติศาสตร์ชุมชนผ่านการฟ้อนรำล้านนาเก็บข้อมูลพ่อครูแม่ครูสายฟ้อนเมือง ทั้ง8จังหวัดภาคเหนือ แพร่ น่าน พะเยา ลำพูน ลำปาง เชียงราย และเชียงใหม่  ส่วนเจ คือผู้ประสานงานช่วยเก็บข้อมูลของจังหวัดลำพูน  เบื้องต้นตามเจเล่าอย่างกระชับพ่อครูแม่ครูลำพูนมีหลายคน หลายสายมาก  ฟังเจเล่าถึงข้อมูลสายฟ้อนสายเจิงสายดาบสายดนตรีของลำพูนอย่างสนุกสนาน แต่จะให้ไปหาทั้งหมดคงไม่ทันกาล ด้วยเวลากระชั้นชิด เราจึงได้มา3สาย ที่พอจะนัดเข้าไปคุย ศึกษาข้อมูล และเรียนด้วยได้ คือสาย ฟ้อนเล็บวัดศรีเมืองยู้ของครูบาเมืองอินทร์ สายฟ้อนดาบฟ้อนเจิงของสำนักอารียเมตต์ หริภุญไชยฯของพ่อครูทรงชัย สมปรารถนา หรือพ่อครูป๋อง และสายฟ้อนเล็บคุ้มเจ้าลำพูนของ ครูพรศิลป์ มโนเพ็ญ โรงเรียนส่วนบุญโญปถัมภ์ จังหวัดลำพูน

 

กราบครูบาเมืองอินทร์ที่วัดศรีเมืองยู้ อายุ 92ปี ผู้เป็นต้นตำหรับฟ้อนเล็บสำนักวัดศรีเมืองยู้ วันที่ไปนึกขึ้นมาได้ ว่าบ้านครูที่สอนฟ้อนให้กับตัวเองตั้งแต่เด็ก ครูสุธรรม บ้านครูก็อยู่ตรงข้ามวัด ฟ้อนแรกๆ เมื่อตอนที่เราได้เรียนกับครูก็คือฟ้อนเล็บ ฟ้อนสาวไหม  ปุ๋ยจึงโทรหาครูสุธรรม  บอกครูว่า  วันนี้จะเข้าไปกราบครูบาที่วัด ท่าของครูบา แม่นท่าที่เคยฟ้อนสมัยละอ่อนก่อ ครูสุธรรม บอกว่า แม่ท่าต่างๆที่ครูสอนตอนที่ปุ๋ยยังเด็ก ก็สายแม่ท่าดียวกับที่วัด 

ปุ๋ยขอเรียกแบบสนุกๆ ว่า DNAช่างฟ้อน ท่าที่เราเริ่มก้าวเริ่มเดินเริ่มฟ้อน ระบบการจดจำและเรียนรู้การเคลื่อนไหวของร่างกายในเชิงศิลปะ ภายใต้จังหวะของดนตรีพื้นเมืองเสียงต๊ะ ติ่ง โหน่ง เสียงโหม่ง เสียงฉาบ ท่ารำที่ไม่ได้ตามแบบแผน ความเป็น ฟ้อนเมือง ถูกฝั่งลงในเซลล์ กล้ามเนื้อ ระบบทางความคิด ท่าเรียนที่ได้จดจำจากครูที่ได้เรียนพิเศษในช่วงกิจกรรมที่พ่อแม่มักให้ลูกได้ทำช่วงที่โรงเรียนปิดเทอม เริ่มจากตรงนั้น  กระบวนท่าที่มีการสืบสายต่อกันมาจากสายครูบาเมืองอินทร์ อยู่ในความทรงจำ ตั้งแต่ในวัยประถม  ในวันนี้นับเป็นวันที่ดียิ่งเราได้มากราบ ต่อท่าปรับลายมือกับครูบาเมืองอินทร์ผู้เป็นต้นท่า ถึงครูบาท่านอายุ92ปี ท่านยังดูแข็งแรงมาก  ครูบาท่านจึงช่วยสอนช่วยปรับวง ครูเจได้นัดพี่ๆช่างฟ้อนเล็บวัดศรีเมืองยู้ให้มาเจอ พี่ๆช่างฟ้อนได้ต่อท่าสอนท่าให้ พี่ที่มาเค้าเตรียมชุดเตรียมเสื้อเตรียมซิ่นมาเปลี่ยน สอนท่าฟ้อน ร่วมฟ้อน ปรับท่าให้กระชับตามที่ครูบากล่าว ในเวลานั้น เราได้มีโอกาสได้ดูสมุดภาพกระบวนท่าฟ้อนที่ครูบาท่านวาดไว้ ในวันนั้นรู้สึกเหมือนมีบุญมากมายที่จู่ๆก็ได้มีโอกาสแบบนี้เกิดขึ้นกับตัวเรา พอซ้อมฟ้อนต่อท่าฟ้อนเสร็จ พี่ๆเขาก็แยกย้ายกันกลับบ้าน

ต่างคนต่างที่มา เดินคนละแบบ มีชีวิตคนละบท แต่มาย่ำก้าวจังหวะเดียวกัน ช่างฟ้อนหัววัด เด็กๆและสาวๆในหมู่บ้านที่แต่เดิมร่วมฟ้อนเป็นพุทธบูชา งานบุญงานปอย รวมถึงฟ้อนประกวดในงานประจำปีเทศกาลใหญ่ของจังหวัด ได้เงินบ้าง ไม่ได้เงินบ้าง เสียเงินเองบ้าง กับค่าใช้จ่ายต่างๆที่เป็นค่าใช้จ่ายแฝงมีมากกว่ามุมที่คนดูจะเห็นแค่ความงามที่เกิดขึ้นหน้าเวที  แต่สิ่งที่ทำให้พี่ๆช่างฟ้อนเขามารวมตัวกัน ที่จะฟ้อน กลับใช้บุญเป็นที่ตั้ง และความสุขใจเป็นรางวัลให้กับชีวิต มีพี่คนนึงที่มาสอนวันนี้ พี่เขาขี่รถซาเล้ง รถมอเตอร์ไซด์พ่วงด้านข้างด้วย เพราะเขาทำงานขายน้ำชง พี่อีกคนเอ่ยถาม เป็นใดวันนี้ได้นักก่อเสียงที่ตอบมา ได้ร้อยป๋าย พอเราได้ยินแบบนั้นน้ำตาแทบไหล บางคนกลับมองแค่เรื่องการฟ้อนคือเรื่องง่ายๆแค่มีเวที มีคนดู มีชุดมีเพลง ออกไปแสดง ได้เสียงปรบมือ แต่มีอีกมากมายที่เขาทุ่มทั้งชีวิต อุทิศกับการฟ้อนบนพื้นข่วงทรายหน้าวัด

\

อริยเมศย์ หริภุญชัยฯ สำนักดาบของพ่อครูป๋อง ไม่ไกลจากโรงเรียนจักรคำคณาทร ที่ปุ๋ยเรียนจบมัธยมปลาย เมื่อได้เข้าไปคุยกับพ่อครู กับสังเกตว่า ต้นบอนไซของพ่อครูแต่ละต้นที่วางอยู่เต็มบ้าน งานอดิเรกของพ่อครู ที่งอกเงยงดงาม พ่อครูตกแต่งกิ่งก้านใบ มองเห็นความทุ่มเทในรายละเอียดของแต่ละต้น หลายๆต้นชนะการประกวด ปุ๋ยไม่แปลกใจว่า ทำไม ช่างฟ้อนเจิงฟ้อนดาบที่เคยเรียนมาจากสำนักนี้ฝีมือดีกันนัก คงเป็นเพราะความใส่ใจของพ่อครูทุกครั้งที่สอน เจ๋งและตี๋ สองพี่น้อง ศิษย์อริยเมศย์ รุ่นน้องคณะวิจิตรศิลป์ในรุ่นปัจจุบัน ช้างเผือกที่ถูกต้อนไปนพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่ จากโควตาช้างเผือกของคณะวิจิตรศิลป์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เฉกเช่น ตัวปุ๋ยเอง ในปี2539 ที่ได้มีโอกาส จากการส่งผลงานเข้าร่วม คัดจากนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่6 โรงเรียนละ1คน จาก8จังหวัดภาคเหนือ คัดเหลือ15คน เข้าไปสอบเข้า จนเหลือแค่3คนสุดท้าย เพื่อได้เข้าเป็นโควต้าช้างเผือกคณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พอถึงตรงนี้ จึงนึกขึ้นได้ หลายคนที่เป็นศิลปินอยู่ที่เชียงใหม่ มากมายที่เกิดมาจากต่างถิ่น แต่ก็ได้มาเรียนรู้เติบโตในเชียงใหม่

 

พ.ศ.2537-2538 แสดงในงานแสงสีเสียง วัดพระธาตุหริภุญชัย คุณจรัญมโนเพรช ผู้กำกับการแสดง

รับบทตัวละครที่ใกล้ชิดกับเจ้าแม่จามเทวี ผู้ปกครองนครหริภุญชัย

(เครื่องแต่งกายตัวละครอื่นๆที่ใช้ประกอบการแสดงมีชาวลัวะเป็นที่มาของชุดแสดงที่นำไปลงข่วงที่ลำปาง)

 

พ.ศ.2539

 เพลงเทิดขวัญจามเทวี การแสดงผู้มีความสามารถด้านศิลปวัฒนธรรม โครงการช้างเผือกแสดงในงานขันโตกรับน้องคณะวิจิตรศิลป์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

 

สายฟ้อนเล็บคุ้มเจ้าลำพูนของ ครูพรศิลป์ มโนเพ็ญ โรงเรียนส่วนบุญโญปถัมภ์

การที่ได้พบครู ไม่ได้เพียงแค่มาต่อท่า กลับได้ความรู้มากมายที่ครูได้เล่าจากงานวิจัยต่างๆที่ครูได้รวบรวมไว้ การย่ำเดินยกก้าวในแบบท่าฟ้อนเล็บคุ้มเจ้าหลวงลำพูนที่ลักษณะการเดินแตกต่างจากการเดินของครูบาที่เหมือนกับการผนวกการเดินแบบสมาธิทางธรรมและท่าทางเหมือนเทวดาลอยลงมา ตามภาพในงานจิตรกรรมฝาผนังงานวิหารวัด ส่วนของครูพรศิลป์ มีความหวานและเบาสง่าแบบเจ้านายเมืองเหนือ และครูยังเล่าประวัติที่มาที่ไปของผ้าทอต่างๆในลำพูน ให้ดูภาพซิ่นลำพูนรุ่นหนึ่งที่ครูบอกว่า ลำพูนเคยมีซิ่นรุ่นนี้แต่ก็หาไม่ค่อยได้แล้วในสมัยนี้ ภาพตัดมาที่กรุซิ่นที่ปุ๋ยมี ซิ่นที่ครูให้ดูภาพ ที่บ้านปุ๋ยมีสะสมไว้บางส่วน ก็เลยคิดว่า ดีเลยงั้นเดี๋ยวงานลงข่วงจะเอามาใส่ฟ้อน  และครูก็ได้ทวนท่าฟ้อนสาวไหมให้ตามแบบของวิทยาลัยนาฎศิลป์เชียงใหม่ที่ครูจบมา

พันธุกรรมเป็นตัวกำหนด พิมพ์เขียวแต่สิ่งแวดล้อมเป็นตัวหล่อหลอมรูปร่างหน้าตาในชีวิตจริง ช่างฟ้อนทุกคน ต่างคน ต่างถิ่นที่มา และ คำเรียกสนุกที่เราใช้DNAช่างฟ้อนของแต่ละคน มองเห็นเป็นร่างที่ฟ้อน ที่มี DNA เหมือนกันถึง 99.9% แต่ความแตกต่างเพียง0.1% ช่างฟ้อนช่างดาบช่างเจิง ถึงขึ้นชื่อว่าวาดวงฟ้อน เคลื่อนลายเจิง วาดวงดาบ ถึงเป็นฟ้อนเมืองล้านนาเหมือนกัน แต่ลึกๆแล้วบางอย่างในภาษาร่างกายจะมีความแตกต่างกัน แต่ในความต่างกันกลับมีอะไรบางอย่าง ที่เหมือนกันที่สามารถรวมทุกคนจากต่างสาย ต่างลาย ต่างถิ่น ไว้ให้สามารถเข้าใจกันโดยที่ไม่ต้องเอ่ยปากกันด้วยซ้ำ

ทุกอย่างที่ปุ๋ยเอ่ยมาเห็นได้อย่างชัดเจนในการลงข่วงฟ้อนเมืองที่แพร่ และที่ลำปาง

ฟ้อนเมือง แป้ น่าน พะเยา ครูฟ้อนทุกสายและช่างฟ้อนหลายรุ่นของจังหวัดแพร่ น่าน พะเยามาวาดลวดลายให้อีก5จังหวัดได้ชม  ในความเหมือนมีความต่าง ในความต่างเดินเส้นในเรื่องราวเดียวกัน และท้ายสุด ลงข่วงฟ้อน ทุกจังหวัดลงไปฟ้อน ไหว้ทักสวัสดี บ้างก็พูดจาทั้งๆที่มือยังวาดวงฟ้อน ต่างคนเดินหมุนไปในวงกลมฟ้อนด้วยกันบ้างหยอกกันไปมาด้วยลีลาท่าเจิง ในวงลงข่วงฟ้อน เหมือนกันเป็นช่วงเวลาแห่งวิชา และการแลกเปลี่ยน วินาทีนั้น ปุ๋ยหันซ้ายไปเจอกับแม่ครูบัวตอง ฟ้อนแง้นเมืองแพร่ที่สอนลูกศิษย์ลูกหามานับไม่ถ้วน  ปุ๋ยที่กำลังวาดวงฟ้อนอยู่ ก็เปลี่ยนวงมือมาจีบคู่แล้วไหว้ครูตอง ขอครูต่อท่าฟ้อนแง้นเมืองแพร่ให้ กลางวงที่เขาเดินฟ้อนกัน ได้สักท่าสองท่า สักพักก็มีน้องอีกจังหวัดหนึ่งเข้ามาทักทายไหว้สา เลยชวนน้องเขาต่อท่ากับครู จังหวะต่อเนื่อง น้องพีทและน้องๆจากเชียงรายเข้ามาเลยต่อท่าครูตองกันตรงนั้นเลย ขณะที่ช่างฟ้อน ฟ้อนกันอยู่ พ่อครูป๋องก็เข้ามาวาดวงโชว์ลายเจิงลำพูน

ลงข่วงฟ้อน การรวมกลุ่มช่างฟ้อนมาแลกเปลี่ยนและโชว์ลายฟ้อน ช่างฟ้อนพบปะสังสรรค์ หนุ่มสาวได้เห็นหน้า ได้พูดคุย ได้เกี้ยวพาราสีกันในสายตาของผู้ใหญ่

            ลงข่วงเมืองลำปาง ได้เวลาที่ต้องฟ้อน ในวันนี้ครูพรศิลป์พาลูกศิษย์มาแสดงฟ้อนเล็บแบบคุ้มเจ้า ส่วนปุ๋ยเปิดการแสดงที่เชื่อมไปหาครูด้วยการแสดงแต่งกายของชาวเขาจากตำนานเรื่องเล่าเพื่อนสนิทที่ร่วมเติบโต ร่วมรบ ขุนหลวงวิลังคละกับเจ้าแม่จามเทวี ชาวเขาที่มีหลายกลุ่มหลายหมู่บ้านแถวป่าซางที่ปุ๋ยอยู่ เลยไปอีกหน่อยก็มีหมู่บ้านกระเหรี่ยงมีการทอผ้าด้วยกี่เอว ปุ๋ยก็เลยไปเรียนทอผ้าด้วยกี่เอว

เลยนำฟ้อนสาวไหมที่ครูสุธรรมเคยสอนตอนประถม ปุ๋ยนำมาตีความหมายใหม่เป็น สาวไหมปั่นฝ้ายทอผ้าผสมกับเรื่องราวของวิถีชีวิตของชาวลำพูน นครหริภุญชัยที่มีเจ้าเมืองคือเจ้าแม่จามเทวี ผู้เป็นหญิงแต่ก็ปกครองดูแลเมือง  ท่าทางการฟ้อนที่ฟ้อนออกมาจากมีเรื่องราวการทอผ้า และท่าทางที่เข้มแข็งที่สื่อถึงผู้หญิงที่เป็นผู้ปกครองและรักษาแผ่นดิน รวมถึง ลีลาเจิงที่ได้มาจากการไปเจอกับพ่อครูป๋อง หลังจาก ท่าทอผ้าจากกี่เอว มาสู่กี่นั่ง และมาสู่ซิ่นลำพูนที่ช่างฟ้อนใส่

ครูพรศิลป์บอกว่า ในสมัยก่อนที่เขาเริ่มฟ้อนกัน เขาก็ให้สาวทอผ้าของที่คุ้มหลวงนั่นแหละที่ไปฟ้อน

            หลังจากพิธีไหว้ครูที่รวมทุกจังหวัดมาร่วมไหว้ในพิธี ก็เป็นการแสดงของแต่ละจังหวัด รวมถึงการลงข่วงในช่วงท้ายสุดของงาน

แต่ที่ลำปาง เนื่องจากทุกจังหวัดได้แสดงโชว์ลีลาลายฟ้อนลายเจิงลายดาบ พอช่วงลงข่วงปุ๋ยถือว่า เป็นช่วงเวลาทองของช่างฟ้อน ที่จะขอ แลกวิชาต่อท่ากัน กำลังฟ้อนอยู่ม่วนๆในวงข่วง ฟ้อนไปป่ะครูบัวตองอีกครั้ง ครูบัวตองก็บอกว่า ป่ะๆต่อท่ากันต่อครูก็ได้สอนท่าให้ พอหันไปดูด้านหลัง ทุกคนก็ฟ้อนตามท่าของครู จากนั้นเหมือนทุกอย่างเคลื่อนไปโดยอัตโนมัติ จังหวัดต่อไปก็เข้ามา แม่ฮ่องสอนมา เชียงรายมา นำเลยๆ เสียงช่างฟ้อนทุกคนเฮกัน ทุกคนร่วมใจกันฟ้อนในท่าของจังหวัดที่ขึ้นมานำฟ้อนอยู่ด้านหน้า ถึงตาลำพูน ปุ๋ยกวาดสายตาหาครูพรศิลป์ พร้อมกับไปเชิญครูมาเพื่อมานำท่าฟ้อนเล็บ วนไปครบทุก8จังหวัด ลงข่วงกั๋นม่วนขนาดงานนี้

ท้ายงานก่อนกลับที่ปุ๋ยได้กล่าว มากกว่าความสนุกสนานในวงลงข่วงฟ้อน มีขุมทรัพย์ทางวิชาฟ้อนแฝงอยู่ในนั้น วิชาฟ้อนที่กว่าเราจะได้เรียนจากครูสักคนไม่ว่าจะอยู่ในที่ใด เป็นเรื่องยาก กว่าจะเดินทาง กว่าจะยกขันครู กว่าจะได้เรียนในแต่ละเพลงฟ้อน แต่ในพื้นที่ลงข่วงฟ้อน ปุ๋ยฟ้อนไปเจอใคร ก็ยกมือไหว้สาขอต่อท่าสักนิด ถือว่าได้ลายติดตัวสักหน่อยก็ยังดี แม้กระทั่งลายเจิง ฟ้อนไปเจอกับแทนคุณพอดี ก็เลยขอแทนคุณต่อท่าฟ้อนเจิงให้สักหน่อย ในความคิดของปุ๋ย สิ่งที่ได้จากวันนี้ คือ มิตรภาพจากทุกช่างฟ้อนที่เราสื่อสารกันด้วยหัวใจที่รักในสิ่งเดียวกัน

บทสรุปของฟ้อนเมือง เมืองฟ้อน  การร้อยเรียงศิลปะการฟ้อนจาก8จังหวัดล้านนา โดยคุณพิเชษฐ กลั่นชื่น ผู้ก่อตั้ง PKDC ศิลปินศิลปาธร สาขาศิลปะการแสดงและศิลปินรางวันฟูกูโกะคนล่าสุด “Grammar of Lanna Living Bodies” ไวยากรณ์ของร่างกายที่มีชีวิตแห่งล้านนา ณ โรงละครวิทยาลัยนาฏศิลป์เชียงใหม่ ถึงช่วงเวลาที่ปุ๋ยได้เข้ามาโครงการนี้จะเข้ามาในช่วงท้ายๆของโครงการ แต่ในวันที่มีช่างฟ้อนที่เป็นตัวแทนในแต่ละจังหวัดมารวมกัน ปุ๋ยได้รับเกียรติเป็นตัวแทนของจังหวัดลำพูนด้วย พ่อครูแม่ครูหลายคนที่ปุ๋ยมีโอกาสน้อยมากไม่ได้เจอพ่อครูแม่ครูได้ทั่วไป ช่างฟ้อน รุ่นใหญ่ รุ่นกลาง รุ่นใหม่ จาก8จังหวัดในภาคเหนือมารวมตัวกัน ในช่วงนั้น เหมือนปุ๋ยได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่ง ที่เป็นบทสรุปจากเล่มยาวที่เราต้องอ่านถึง6เดือน คุณพิเชษฐ ได้นำมาสรุป ตามมุมมองของชาวกรุงที่ได้เห็น  

ฉากเริ่ม จากเมื่อจบ บังวัน บริบทที่พบที่เรามักเห็นเป็นท่าหลักจากการแสดงพื้นเมืองล้านนา

บิดบัวบาน ในรูปแบบที่มีทางออก เสียงดนตรี เสียงกลอง โหม่ง ฉาบ การเคลื่อนไหวที่ยังคงมีชีวิตอยู่  อุปกรณ์ ฉากหลังเวทีการดำเนินต่อของเรื่องราว คือชีวิต

ฟ้อน เงาสาดแม่ท่า ฝุ่นและควัน แสงไฟสาดลงมา กระทบกับการเคลื่อนไหว ปุ๋ยกลับมองถึงอะไรที่อยู่เหนือว่าแม่ท่าตรงนั้น แสงไฟที่สาดลงมา มาจากพ่อครูแม่ครูรุ่นที่อยู่บนเหนือกว่านั้นที่เขาไม่ได้อยู่ตรงนี้แล้ว แสงจากด้านบนสาดลงมาหาพ่อท่าแม่ท่าจากทุกจังหวัด สายครูฟ้อน ครูเจิง ครูดาบ ความหมายแฝงตามแต่ละคนที่จะตีความ เสือลากหาง(เจิง) ลีลาเจิงและเชิงชาย  และมาถึงในฉากของปุ๋ยและทุกๆคนที่อยู่ในกลุ่มนี้ การจัดการกับพื้นที่ เครือวัลย์พันธุ์ไม้ การเคลื่อนไหว ความเป็นกลุ่มก้อน การจัดองค์ประกอบร่างกาย  กลาง ซ้าย ขวา เวที รายละเอียดทั้งหมดคุณพิเชษฐ ไม่ได้ระบุหรือฟิกท่าของทุกๆคนที่ต้องเคลื่อนไหว ทุกช่างฟ้อนช่างเจิงสามารถเป็นตัวของตัวเองได้ ดังนั้นในซีนหนึ่งในฉาก ที่ปลายกลุ่มฝั่งซ้ายสุดของเวทีคือน้องตี๋และเจ๋งจากลำพูน บังเอิญปุ๋ยอยู่อีกสุดปลายของการจัดการกับพื้นที่กลุ่ม ปุ๋ยเลยขอน้องเชียงราย

 สุมาเจ้าปี้ขอขึ้นกำเพื่อให้โครงสร้างกลุ่มของมุมนี้ เหมือนกับฉากเจ้าแม่จามเทวีของลำพูนออกศึก  ความแข็งแกร่งของหญิงที่เป็นวัฒนธรรมสายแม่ในล้านนานำมาเล่าเรื่องแทรกเข้าไปในฉากนี้ตามความคิดของปุ๋ย แม้ผู้ชมบางคนหรือแม้แต่นักแสดงในกลุ่มอาจจะไม่ทราบความหมาย แต่ ตัวปุ๋ยเองในฐานะช่างฟ้อน ชาวลำพูนอยากจะถ่ายทอดออกไป และอีกฉากที่พอลักษณะของเครือวัลย์พันธุ์ไม้ที่ออกไปปลายสุดเวทีอีกด้าน  ปุ๋ยเลือกที่จะนั่งอยู่หลังสุด เพื่อสื่อถือหญิงล้านนา ที่อยู่ด้านหลังคอยทำหน้าที่แม่ผู้ดูแล

แม้กระทั่งซิ่นที่ปุ๋ยใส่ ตอนแรกที่ในช่วงซ้อมจะเป็นซิ่นลำพูนอีกแบบหนึ่ง แต่พอเจอพี่ปิงปองจากลำปาง พี่ปิงปองทักว่า อันนี้ซิ่นลำพูนของแท้ ยุคหนึ่งที่ตีนจกหายไปจากล้านนา แล้วเขามาฟื้นก็เป็นซิ่นรุ่นแบบนี้แรกๆเลยที่เขากลับมาใส่กันแล้วมันจะมีแรกกว่านี้นะ ตัวมันจะไม่มีลายขวางเลยเป็นสีเรียบๆแล้วต่อด้วยตีนจกทอยาวทีเดียว ปุ๋ยเลยบอกว่าที่บ้านปุ๋ยมีแบบนั้น เดี๋ยวตอนแสดงปุ๋ยจะนำมาใส่

ขับซอ เสียงขับซอท่ามกลางความเงียบ ปุ๋ยฟังแค่เสียงซอ และขยับไปตามจังหวะที่เราต้องเคลื่อนมือให้ช้าลง ช้าลงกว่าเสียงที่เราได้ยิน ลีลาที่ปุ๋ยวาดฟ้อน จึงไปตามเสียงขับซอของแม่ครูลำดวน และความหมายที่แฝงไว้ในแต่ละคำนั้น ลงข่วง ในวันนี้พ่อครูแม่ครูหลายท่านได้ออกมาฟ้อนให้ลูกหลานได้ชมเป็นบุญตา บุญเหลือเกินที่ปุ๋ยได้ดูอย่างใกล้ชิด เพราะพี่พิเชษฐ บอกหน้าเวทีว่า ฝากปุ๋ยกับน้องกล้วยจากเชียงรายคอยพยุงพ่อครูแม่ครูด้วย หน้าที่ประจำในชีวิต ได้มาอยู่ในฉากหนึ่งในการแสดงที่เหมือนไม่ได้แสดง เพราะนั่นคือชีวิตจริงที่ลูกหลานชาวล้านนา ถือว่าเป็นเรื่องปกติในการดูแลพ่อครูแม่ครู

และพอถึงช่วงเวลาที่ทุกคนมาฟ้อนลงข่วงรวมกัน ในวันนี้สำหรับคนอื่นอาจจะเหมือนกับการลงข่วงตามจังหวัดต่างๆที่ผ่านมา แต่สำหรับปุ๋ย แตกต่างกันเหลือเกิน เพราะทุกครั้งปุ๋ยจะมองหาว่าเราจะไปขอต่อท่ากับใครดี แต่รอบนี้อาจารย์วิถี พานิชพันธ์ อาจารย์ที่สอนปุ๋ยตอนเข้าคณะวิจิตรศิลป์มา และก็ขึ้นมาฟ้อนลงข่วงด้วย ปุ๋ยจึงคอยฟ้อนอยู่ข้างๆอาจารย์อย่างใกล้ชิดคอยสังเกต คอยพยุง กลัวท่านจะล้ม แต่ในช่วงเวลาที่อาจารย์วิถีฟ้อน ปุ๋ยก็ฟ้อนตามลายของอาจารย์ไปด้วย ฟ้อนอยู่ใกล้ๆจนส่งอาจารย์กลับลงไปจากเวที

ฟ้อนเมือง เมืองแห่งฟ้อน อาจจะเป็นแค่ ส่วนหนึ่งชีวิตของชาวเหนือ แต่ถ้าเรามองเข้าไปให้ลึกในรายละเอียด เราจะเห็นสิ่งมากมายซ่อนอยู่ในนั้น  และการเริ่มต้นของโครงการนี้จนถึงฉากผ้าม่านที่ปิดลง คงไม่ได้หมายถึงการปิดม่านเพื่ออำลา คงจะเป็นการปิดม่านเพื่อสามารถเปิดเริ่มการแสดงใหม่ได้อีกครั้ง การเริ่มต้นของผู้คนที่จะกล้าก้าวออกจากวงบัวบานของการกรีดกรายมือเพื่อวาดฟ้อน เพื่อให้ดูเบาและสบายขึ้น การก้าวย่างตามจังหวะติ่งโหน่งของการฟ้อนเล็บที่ก้าวเป็นวงกลมของการเดินตามผังเท้าของฟ้อนเล็บ อาจจะเริ่มเป็นการก้าวกระโดดเฉกเช่น การก้าวของเชิงเจิง ผลัดกันนำผลัดกันตามเหมือนในช่วงเวลาที่ทั้ง8จังหวัดได้ลงข่วงฟ้อน

 

กราบขอบพระคุณโอกาสที่สำคัญอีกครั้งในชีวิต จากโครงการนี้ ที่ทำให้ ปุ๋ยได้กลับมามองตัวเองอีกครั้ง  ว่าการที่เราได้อยู่ ณ จุดที่เรายืนในปัจจุบัน มันมีอะไรแฝงอยู่มากมายตามทางที่เราได้เดินมาและเราได้เรียนรู้ ทุกอย่างมาจากการปลูกฝังตอนที่เรายังเป็นเด็ก ทำให้เราได้เติบโตมาเป็นตัวตนในทุกๆวันนี้ ครูบาอาจารย์ที่สั่งสอนวิชาฟ้อน ครูสุธรรมที่สอนฟ้อนตั้งแต่เด็กไม่ว่าจะเป็นฟ้อนเล็บ การก้าวเดินยกย่ำการฟ้อนเล็บสายวัดศรีเมืองยู้ ฟ้อนสาวไหม หรือแม้แต่ฟ้อนหริภุญชัยเมืองฟ้าที่ตอนนั้น ปุ๋ยรำตอนประถมเป็นการแสดงที่ได้รังสรรค์ใหม่ครูสุธรรมได้สอนให้ปุ๋ยฟ้อน  พอได้คุยกับพ่อครูป๋องปุ๋ยก็พึ่งได้รู้ว่า เพลงหริภุญชัยเวียงฟ้า คำร้องและทำนองแต่งโดย พ่อครูป๋อง ในปี พ.ศ.2518 และช่วงนั้นพ่อครูป๋องก็จะสอนเจิงสอนดาบอยู่ที่โรงเรียนมงคล ที่จังหวัดลำพูน ในยุคที่ปุ๋ยอยู่ประถมช่วงนั้น โรงเรียนประถมในจังหวัดลำพูนจะมีการสอนกระบี่กระบองอะไรประเภทนี้ด้วย ในความทรงจำตอนปุ๋ยเรียนประถมที่โรงเรียนเลาหจิตรวิทยาที่ลำพูน จะมีครูสอนกระบองศิลปะการต่อสู้ ปุ๋ยก็ไปเรียนด้วย เลยคิดว่าความห้าวของตัวเองก็คงมาจากที่เรียนมาตอนเด็ก แม้กระทั่งมัธยมปลายที่โรงเรียนจักรคำคณาทร ปุ๋ยเข้าชมรมนาฎศิลป์ของโรงเรียน ครูอ้อยก็ได้สอนการรำแบบทางภาคกลาง ฉุยฉายพราหมณ์ ปุ๋ยจึงได้เรียนรำตามแบบแผนกับครูอ้อย เรื่องราวในอดีตผุดขึ้นมาเป็นภาพที่ฉายในหัว เป็นฉากชีวิต ทีละฉากๆ ว่า เราเป็นใคร และตัวตนของเรา ถูกสร้างมาจากที่ใด

            ฟ้อนเล็บ ฟ้อนหริภุญชัยเวียงฟ้า ฟ้อนสาวไหม เรียนเมื่อสมัยประถม สอนโดย ครูสุธรรม

 

 

 

“Grammar of Lanna Living Bodies” ไวยากรณ์ของร่างกายที่มีชีวิตแห่งล้านนา ขึ้นอยู่กับผู้ชมว่า มองเห็นสิ่งที่นำเสนอบนเวทีและคิดออกมาในลักษณะใด  แต่ในฐานะผู้แสดง ฟ้อนเมืองเมืองฟ้อนกลับทำให้เรามองเห็น ไวยากรณ์ของร่างกายของเราเองที่ยังคงมีชีวิตอยู่ ว่าทำไมในวันนี้เรายังคงฟ้อนเพื่อแผ่นดินล้านนา และฟ้อนเพื่อแผ่นดินไทยที่เราเกิด เติบโต และอยู่อาศัย คงเป็นเพราะทุกกระบวนการที่เราได้เคลื่อนไหวและนึกคิดมันคือ ภาพของปลายแสงที่มาจากด้านบนในฉากฟ้อน และคำในเสียงขับซอ

จะยกมือไหว้ขันแก้วตังสาม   พระพุทธพระธรรมพระสังฆเจ้า

จะยอมือสาวันตาน้อมเกล้า   อันนี้เป๋นเก๊าของศาสนา

จ้วยกั๋นกราบนบเคารพไหว้สา   องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า   เป๋นฮ่มเป๋นเงาอยู่ใต้ลุ่มฟ้า

          จะยกมือไหว้ครูบาอาจารย์   และดวงวิญญาณอาจารย์เก๊าเหง้า

บ่ว่าครูป๋ายครูต๋ายครูเก๊า   หื้อหลั่งไหลเข้ายังทิพมนต์

ตี่อยู่จั้นฟ้าหยาดมาเหมือนฝน   หื้อได้มาดลจิตใจ๋แห่งข้า   มีผญ๋าปั๋ญญาไหลมาดั่งน้ำ

          ยอมือสิบนิ้วก่ายกิ้วเกศา   หาเตวดายังสวรรค์จั้นห้อง  

กันได้ยินเสียงสำเนียงน้องฮ้อง   หื้อสนั่นต้องถึงเทพปลายบน

เตวาอาฮักษ์ฮู้หันทุกต๋น   สะป๊ะปลายบนทุกหนแห่งห้อง   หื้อได้ไปถองเก้าห้องจันฟ้า

          ลูกขอสุมมาเจ้าตี่เจ้าฐาน   วัดวาอารามสามดวงแก้วเจ้า  

บัดนี้ลูกหลานได้มาเริ่มเก๊า   ขอสาน้อมเกล้าถวายบังคม

อย่าหื้อเป๋นบาปอย่าหื้อเป๋นกรรม   สิ่งตี่มัวดำอย่าได้มาใกล้   จุ่มอกจุ่มใจ๋พร้อมเจ้าปี้น้อง

          สิ่งใดผิดพลาดขออโหสิกรรม   จิกรรมมโนกรรมอย่าได้มาใกล้

นาบุญสมปานบันดาลจ้วยไว้   เจิญพระเจ้าแก้วศรีรัตนตรัย

ขอหื้อปี้น้องจุ่มเนื้อเย็นใจ๋   อยู่สุขสบายต่อนี้ไปหน้า   สมผาทนาเหมือนกั๋นปี้น้อง

  

 

                                                                                   

 

โดย
นลินฑา กิตติวรรณ
ฟ้อนเมืองเมืองฟ้อน ตัวแทนจังหวัดลำพูน