หากจะกล่าวถึงลีลาการเคลื่อนไหวของกายมนุษย์เชิงศิลปะแล้ว สิ่งที่เราประสบ ชื่นชอบมาแต่วัยเด็กคือการฟ้อน เริ่มตั้งแต่ได้ไปเป็นเพื่อนน้าสาวไปซ้อมฟ้อนยามราตรีกับแม่ครูฟ้อนที่วัด เห็นว่าสวยงามดีแต่ไม่คิดจะฟ้อนเพราะดูเป็นเรื่องของผู้หญิง
เผอิญในวิถีชีวิตช่วงเดียวกันนั้นก็มีผู้เฒ่าที่ร่ายรำลีลาให้เห็นในบางโอกาส เช่นงานบุญ มักมีการแสดงผ่านความศรัทธา คือการฟ้อนเจิงฟ้อนดาบ มีญาติข้างบ้านมีความสามารถด้านนี้ชื่อพ่อน้อย แก้ว ใจจันทร์ต๊ะ สืบทราบมาภายหลังว่า พ่อน้อยแก้วมีฝีมือทางด้านฟ้อนเจิงสาวไหมที่ลักจำมาจากนักฟ้อนเจิงที่ชื่อ ปวน คำมาแดง หรือที่ชาวบ้านเรียก “น้อยปวนเจิง” เมื่อครั้งที่น้อยปวนเจิงสอนเจิงที่วัดแช่ช้าง ช่วงเย็น พ่อน้อยแก้วมักฟ้อนให้เราดูเป็นประจำ
(ภาพ พ่อครูปวน คำมาแดง)
ในขณะที่ด้านทิศตะวันออกบ้านเรา เป็นบ้านของ พ่ออุ๊ยนวล วรรณแดง เป็นช่างตีเหล็ก มีฝีมือในการต่อสู้ดัวยไม้ค้อนสองหัว(พลอง)และฟ้อนดาบ พ่ออุ๊ยนวลเป็นศิษย์ของน้อยปวนเจิงเช่นกัน ช่วงค่ำหลังเลิกงานเหล็ก พ่ออุ๊ยนวล จะสอนวิชาฟ้อนดาบให้เด็ก ๆ ในระแวกนั้น เราเองก็มีโอกาสได้เรียนด้วย แต่ฟ้อนไม่เก่งเพราะยังไม่ค่อยประสีประสาเท่าไรนัก
ช่วงบวชเรียน ได้ไปแทนเจ้าวาสนำคณะศรัทธาชาวบ้านไปงานบุญ “ปอยหลวง” หลายวัด มีโอกาสได้เห็นการฟ้อนดาบ ฟ้อนเจิงและฟ้อนอื่นๆอีกมากมาย บ้านเรานี้ร่ำรวยฟ้อนแท้
พ.ศ.๒๕๒๔ เข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย เรียนอยู่ชั้นปีที่ ๒ ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกชมรมนาฏศิลปและดนตรีไทย และเมื่อต้นปี พ.ศ.๒๕๒๗ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่จะมีงานเฉลิมฉลองครบรอบ ๒๐ ปี ชมรมนาฏศิลปฯได้รับมอบหมายให้จัดกิจกรรมดนตรีและการแสดง ในการนี้เพื่อเป็นการส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านล้านนา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้เชิญพ่อครูจันทร์ ศรีวิชัย จากชุมชนวัดสวนดอก พร้อมครู ๒ ท่านจากวิทยาลัยนาฏศิลปเชียงใหม่ คือพ่อครูคำ กาไวย์ และครูวิเทพ กันธิมา มาช่วยถ่ายทอดวิชา ศิลปะการแสดงพื้นบ้านล้านนา โดยพ่อครูจันทร์ สอนการตีกลองสะบัดชัยโบราณ พ่อครูคำสอนการตีกลองสะบัดชัยประยุกต์ และฟ้อนดาบ ครูวิเทพ สอนการเป่าปี่ชุม และการเป่าแน เราได้รับการคัดเลือกให้รับการถ่ายทอดการฟ้อนดาบ และตีกลองสะบัดชัย
(ภาพ พ่อครูคำ กาไวย์)
เมื่อวิสัยทัศน์กว้างขึ้นจึงเป็นแกนนำพาเพื่อนๆ จัดตั้ง ชมรมที่มีกิจกรรมเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมล้านนา จนจัดตั้งสำเร็จ โดยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้ประกาศเป็นทางการ ณ วันที่ ๑๖ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๒๗ ให้ตั้งชมรมใหม่ขึ้นชื่อ “ชมรมพื้นบ้านล้านนา” สังกัดสโมสรนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่
งานชิ้นแรกคือตามรอยฟ้อนสาวไหม ทราบข่าวมาว่าฟ้อนสาวไหมที่เป็นนาฏกรรมอันวิจิตรของล้านนานั้นเดิมมีต้นเค้ามาจากท่ารำของฟ้อนเจิงซึ่งมีอยู่ทั่วไป แต่ที่มีการกระบวนการฟ้อนเป็นเรื่องเป็นราวนั้นคือฟ้อนเจิงสาวไหมของนักฟ้อนเจิงที่ชื่อ ปวน คำมาแดง ที่เราเคยได้ยินกิตติศัพท์ที่มาตั้งแต่เด็ก เราไปตามหาท่านที่บ้านร้องวัวแดง ตำบลร้องวัวแดง อำเภอสันกำแพง ปรากฏว่าท่านเสียชีวิตแล้ว จึงให้ไปหาลูกเขยคือพ่อน้อยเหลา แต่ท่านเดินไม่ได้แล้ว กระนั้นท่านก็ยังอุตส่าห์แนะนำให้ไปหาผู้ที่จะให้ความรู้เรื่องนี้ได้ดีคือ พ่อหนานคำคง สุระวงศ์ อยู่บ้านทรายมูล ซึ่งอยู่ไม่ไกลกันนัก
พ่อหนานคำคงได้รับการถ่ายทอดเจิงไม้ค้อน ฟ้อนดาบและเจิงสาวไหมจากบิดาชื่อพ่อหนานปุก สุระวงศ์ เมื่อวัยหนุ่ม เรียนกับหนานจบแล้ว ท่านแนะนำให้ไปเรียนต่อที่พ่อหล้า คำสุข ช่างสาร บ้านแม่คือ อำเภอดอยสะเก็ด หลังจากเรียนจากพ่อครูหล้าจบ ได้ไปขอเรียนกลองสะบัดชัยกับพ่อครูมาณพ ญาระณะ เรียนฟ้อนดาบกับพ่อครูอรุณ สุวรรณรังษี แต่ก็ไม่ลืมที่จะตามรอยฟ้อนสาวไหมต่อไป
(ภาพ พ่อครูคำสุข ช่างสาร)
(ภาพ พ่อครูมานพ ยารณะ)
งานอีกงานที่เราทำอยู่คือไปเป็นครูอาสาสอนดนตรีพื้นบ้านที่สะเมิง ครั้งหนึ่งเราได้พบชาวบ้านท่านหนึ่งชื่อพ่อหนานมา พ่อหนานมาได้กรุณาบอกพวกเราว่าที่สะเมิงมีคนฟ้อนสาวไหมบ้านอยู่แถวเทศบาลอำเภอสะเมิง เราจึงได้พบกับ แม่ชื่น กาวิละ
แม่ชื่น เล่าให้ฟังว่าฟ้อนนี้เดิมเป็นฟ้อนเจิงซึ่งคนที่นี่เรียก “ฟ้อนลาย” คุณตาท่านเป็นนักฟ้อนลายแต่ไม่มีหลานผู้ชาย เลยสอนให้หลานที่เป็นผู้หญิง และด้วยลีลาค่อนข้างกลายจากชายออกจริตไปทางผู้หญิง จึงเรียก “ฟ้อนกลายลาย” ออกเสียงว่า “ฟ้อนก๋ายลาย” เมื่อมีงานปอยหลวงเฉลิมฉลองศาสนสถานก็พากันไปฟ้อน โดยฟ้อนในนามของวัดแสนตอง และด้วยลีลาการฟ้อนที่แปลกสายตา ท่วงท่างดงามน่าประทับใจจนเป็นที่เลื่องลือและระบือไกลไปถึงเชียงใหม่
เมื่อเดือนมกราคม พ.ศ.๒๔๖๙ ในหลวงรัชกาลที่ ๗ เสด็จประพาสมณฑลพายัพ ทางการของเมืองเชียงใหม่ขอให้ไปฟ้อนรับเสด็จ ได้รับการฝึกซ้อมการฟ้อนให้เป็นระเบียบเหมือน “ฟ้อนเมือง” (ฟ้อนเล็บ) จึงเรียก “ฟ้อนเมืองกลายลาย” มาแต่บัดนั้น
เดือนมีนาคม พ.ศ.๒๕๒๙ เราตามหาฟ้อนสาวไหมที่เชียงราย ตอนแรกได้พบครูดาบชื่อจรัญ วังพาน เราเรียนดาบกับครูจรัญจบแล้วไปบ้านแม่ครู บัวเรียว รัตนมณีภรณ์ จึงได้ทราบว่าฟ้อนสาวมาจากเจิงสาวไหมมาจากสายพ่อครูปวน คำมาแดง
(ภาพ พ่อครูจรัล วังพาน)
(ภาพ แม่ครูบัวเรียว รัตนมณีภรณ์)
เมื่อจบการศึกษาได้เข้าทำงานตำแหน่งนักวิจัยของโครงการศูนย์ส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ งานนี้ได้ลงสนามตามท้องที่ต่างๆในบริเวณ ๘ จังหวัดภาคเหนือตอนบน ทำให้เรามีโอกาสได้ศึกษาเรียนรู้เรื่องฟ้อนเจิงโดยการฝากตัวเป็นศิษย์นาฏกรชั้นครูผู้ม่ชื่อเสียงในท้องที่ต่างๆ อีกหลายท่าน อาทิ
พ่อครูเต็ม สวันสุ (สะเมิง) พ่อครูปุก นิปุนะ(แม่แจ่ม) พ่อครูสุขคำ เรือนมูล(ลี้) พ่อครูเกษร ไชยวงศ์(แม่ฮ่องสอน) พ่อครูหวัน ถ้ำสุทธะ(เชียงราย) ครรูบาอินสม อินทสโร(น่าน) พ่อครูเมืองดี เทพประสิทธิ์(น่าน)พ่อครูกัญไชย กรมธนา(น่าน) เป็นต้น
(ภาพ พ่อครูปุก นิปุนะ)
(ภาพ พ่อครูกัญไชย กรมธนา)
จากประสบการณ์ที่สั่งสม จึงได้โอกาสจัดกิจกรรม และได้รับการวางใจให้ทำสิ่งต่างๆ ให้เป็นเรื่องเป็นราว หลายอย่าง เช่น
ปี พ.ศ. ๒๕๓๕ จัดประกวดการฟ้อนเจิง พร้อมจัดนิทรรศการและการสัมมนา ในหัวข้อ “ฟ้อนเชิง;อิทธิพลที่มีต่อฟ้อนในล้านนา”
พ.ศ. ๒๕๓๗ เป็นบรรณาธิการ หนังสือ “ฟ้อนเชิง;อิทธิพลที่มีต่อฟ้อนในล้านนา”
พ.ศ.๒๕๓๗ เป็นวิทยากรในวีดิทัศน์สื่อการสอน “ศิลปะการตีกลองสะบัดชัย” ในงานเฉลิมฉลองวาระครบรอบ ๓๐ ปี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เผยแพร่ไปทุกโรงเรียนทั่วภาคเหนือ
พ.ศ.๒๕๔๓ ดำเนินรายการและร่วมแสดงในวีดิทัศน์เพื่อการศึกษาศิลปวัฒนธรรมชุด “ฟ้อนล้านนา” โดยสำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
พ.ศ.๒๕๔๔ เขียนหนังสือเรื่อง “ฟ้อนเจิง” ให้โฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา
พ.ศ.๒๕๔๕ เป็นวิทยากรในวีดิทัศน์ ศิลปะการฟ้อนดาบ โดยโฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา และ
เป็นวิทยากรในวีดิทัศน์ “ศิลปะการฟ้อนเชิง ฟ้อนดาบและการตีกลองล้านนา” ในปี พ.ศ.๒๕๕๐
มาระยะหลัง วิถีการงานเข้มข้นขึ้น งานส่วนใหญ่เน้นหนักด้านงานวิชาการ กระนั้นก็เขียนหนังอีกเล่มหนึ่งชื่อ “นาฏดุริยการล้านนา” โดยมุ่งหวังถ่ายโอนและส่งมอบให้เกิดประโยชน์กับคนรุ่นหลังสืบไป
หลายปีมานี้ หลังเกษียณอายุราชการ สังขารโรยแรงลง แต่ก็พยายามถ่ายทอดให้เยาวชนตามสถานการศึกษาเป็นที่ประจักษ์อย่างที่พบเห็นกัน
ปีพุทธศักราช ๒๕๖๗ มีนรีน้อยนางหนึ่งมาขอสัมภาษณ์เรื่องราวเกี่ยวกับล้านนาคดี เธอแนะนำตัวว่าชื่อ “ชะ” นามเต็มว่า อรช บุญ-หลง เธอแจงว่ามีวัตถุประสงค์ในอันที่จะฟื้นคืนจิตวิญญาณเมืองเชียงใหม่ เพื่อปักหมุดล้านนาในแผนที่โลก เราก็ได้ให้ความร่วมมือตามอัตภาพ ต่อมาไม่นานเราติดขัดเรื่องงบประมาณการซ่อมแซมกลองสะบัดชัยที่ใช้เป็นอุปกรณ์การสอน เธอก็ชักชวนกัลยาณมิตรร่วมบริจาค พร้อมใช้เงินส่วนตัวสมทบ แล้วมอบให้จำนวนไม่น้อย เรารีบดำเนินการจนซ่อมแซมแล้วเสร็จด้วยความปลื้มปิติ
เมื่อไม่นานมานี้มานี้ อาจารย์ชะมีโครงการ “ฟ้อนเมือง เมืองฟ้อน” เห็นเธอขยันนำทีมสัมภาษณ์และถ่ายทำไปทั่วภาคเหนือ เราเองทำตัวให้เป็นประโยชน์ได้น้อย เพราะสุขภาพไม่ค่อยอำนวย
ล่าสุด เราได้รับเชิญไปชมการแสดงผลงานจากโครงการ ณ โรงละครวิทยาลัยนาฏศิลปเชียงใหม่ เห็นแล้วรู้สึกดีต่อใจสุดๆ ทุกชุด ทุกการแสดงของบรรดาศิลปินหลากหลาย กระพริบพราย ดุจดาวที่พราวพร่าง มีทั้งลีลาของชายหาญ สะคราญด้วยนาฏยการงามของสตรี
โอ... “ลีลาของชายหาญ” ฤาจะเป็นต้นธารของฟ้อนอีกหลากชนิดที่ตามมา
นึกถึงหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ “ฟ้อนเชิง: อิทธิพลที่มีต่อฟ้อนในล้านนา”
นึกถึง “ฟ้อนเมือง เมืองฟ้อน” ณ เพลานี้
ขอบคุณเหลือเกิน ขอบคุณGreater Chiang Mai
ขอบใจนรีน้อยนาม “อรช บุญ-หลง
ขอบคุณทุกคนที่มีส่วนร่วมในโครงการ
ขอบคุณจากใจครับผม