กระผม นายพิชญ์ บุษเนียร ทารกผู้ลืมตาดูโลกบนผืนแผ่นดินจังหวัดเชียงราย ในปีที่ประเทศไทยประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับที่ 13 ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของยุค ‘ประชาธิปไตยครึ่งใบ’ ที่ยาวนานที่สุดยุคหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทยร่วมสมัย ยุคสมัยดังกล่าวนอกจากจะเป็นการพลิกโฉมเมืองชายแดนแล้ว ยังมาพร้อมกับการฟื้นฟูทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมอย่างมีนัยสำคัญ หากย้อนกลับไปในอดีต เชียงรายคือเมืองที่บอบช้ำจากภัยสงครามยุคโบราณจนหลงเหลือบาดแผลของการเป็นเมืองร้างกว่าร้อยปี ไร้ซึ่งศิลปะสถานเพราะการเผาทำลายและสกุลช่างศิลป์ฝีมือด้วยการเทครัวอพยพผู้คนออกจากเมือง จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2453 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้ทรงโปรดเกล้าฯ ยกฐานะเชียงรายขึ้นเป็นจังหวัดอย่างเป็นทางการ
ภายใต้ร่มเงาของรัฐธรรมนูญฉบับปี 2521 เป็นเวลา 12 ปีที่ผมเติบโตมาได้ 12 ขวบ ผ่านวิสัยทัศน์ของสองผู้นำ เริ่มตั้งแต่ยุคของ พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรีคนที่ 16 ผู้ให้กำเนิด ‘ระบบศิลปินแห่งชาติ’ ในปี พ.ศ. 2528 เพื่อสร้างต้นแบบและแรงบันดาลใจให้เด็กและเยาวชนหันมาสืบทอดศิลปะและเห็นคุณค่าของอาชีพศิลปินทุกแขนง ต่อเนื่องมาถึงยุคของ พล.อ. ชาติชาย ชุณหะวัณ นายกรัฐมนตรีคนที่ 17 ผู้พลิกโฉมเชียงรายจากเมืองชายแดนความมั่นคงสู่ ‘ประตูเศรษฐกิจระดับภูมิภาคลุ่มน้ำโขง เชื่อมโยงวัฒนธรรมไทย เมียนมา ลาว และจีนตอนใต้ บริบทเหล่านี้หล่อหลอมให้เด็กและเยาวชนในยุคนั้น รวมถึงตัวกระผม เติบโตขึ้นมาพร้อมกับการเปิดรับความหลากหลายทางวัฒนธรรมอย่างเต็มเปี่ยม มีการเข้ามาของคณะนาฏศิลป์ประเทศต่างๆ จัดแสดงแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมในเวทีจังหวัดเชียงราย ร่วมกับนโยบายทางธุรกิจ
ด้วยพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หรือ “แม่ฟ้าหลวง” ของปวงชนชาวไทย ผู้ทรงมีพระราชดำริให้ก่อตั้ง "ไร่แม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย" เพื่อให้เป็นหมุดหมายสำคัญในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมล้านนาให้คงอยู่สืบไป การเกิดขึ้นของสถานที่แห่งนี้ยังเป็นต้นกำเนิดของศิลปะการแสดงร่วมสมัยในรูปแบบใหม่ ไม่ว่าจะเป็นขบวนแห่อันวิจิตรตระการตา หรือละครเวทีวัฒนธรรมกลางแจ้งที่ผสานระบบแสงสีเสียงอย่างอลังการ โด่งดังไปทั่วประเทศ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เองที่จุดประกายและสร้าง ‘การตื่นรู้’ ด้านศิลปวัฒนธรรมให้กระผมในวัยเยาว์
ในโอกาสนี้ กระผมมักจะติดสอยห้อยตามคุณตาคือ นายบุญสุข ปินตาเขียว ผู้มีบทบาทสำคัญในการอุทิศตนช่วยเหลือสังคมในท้องถิ่นเชียงราย สายสัมพันธ์นี้เปิดโอกาสให้กระผมได้รู้จักกับ อาจารย์นคร พงษ์น้อย ผู้อำนวยการไร่แม่ฟ้าหลวง (ซึ่งปัจจุบันคือ อุทยานศิลปวัฒนธรรมแม่ฟ้าหลวง เชียงราย) ท่านเป็นผู้มีอัจฉริยภาพทางด้านการออกแบบ มีวิสัยทัศน์อันกว้างไกลและรสนิยมทางสุนทรียศิลป์ที่ลึกซึ้ง ประสบการณ์และการได้ใกล้ชิดกับท่าน จึงนับเป็นความโชคดีและเป็นรากฐานอันล้ำค่าที่เด็กคนหนึ่งจะได้รับ นอกจากนี้ อาจารย์นครยังเป็นดั่งสะพานเชื่อมโยงให้ศิลปินผู้มีชื่อเสียงหลายท่านได้มาสร้างสรรค์ผลงานให้กับจังหวัดเชียงราย หนึ่งในนั้นคือ อาจารย์วิถี พาณิชพันธ์ ภาพจำของผู้ชายร่างสูงใหญ่ผู้ฟ้อนรำอย่างสง่างาม ลากชายผ้าพริ้วไหวไปกับพื้นราวกับ "พญาฟ้อน" ท่ามกลางผู้คนในจังหวัดที่ต่างห้อมล้อมมุงดูด้วยความชื่นชม เป็นภาพที่สะกดสายตาและจุดประกายความหลงใหลในศิลปะการแสดงให้แก่เด็กน้อยอย่างกระผมอย่างฝังลึก
ช่วงวัยเยาว์ระดับประถมศึกษา บริบทชีวิตของกระผมผูกพันกับการเดินทาง เมื่อต้องย้ายสถานศึกษาติดตามบิดามารดาไปพำนักในต่างจังหวัดสลับกันไปมาระหว่าง 3 จังหวัด คือ เชียงราย พะเยา และลำปาง ทว่าการโยกย้ายนี้กลับกลายเป็นโอกาสอันล้ำค่าที่ทำให้นักเรียนตัวน้อยในวันนั้น ได้ซึมซับและเปิดรับประสบการณ์ทางวัฒนธรรมที่งดงาม ที่มีความแตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่กระผมได้พำนักอยู่ ณ จังหวัดลำปาง ถือเป็นจังหวะชีวิตที่ได้ชม “ขบวนแห่เทพบุตรสลุงหลวง”ที่ได้จัดขึ้นเป็นปีแรก ได้สัมผัสบรรยากาศความสนุกสนานลื่นเริงของการฟ้อนรำพื้นเมือง และความตระการตาอลังการของขบวนแห่ เป็นภาพจำอันงดงามตระการตาที่สะกดและตราตรึงใจกระผมอย่างมิอาจลืมเลือน ประสบการณ์อันทรงคุณค่าเหล่านี้เปรียบเสมือนตะกอนความรู้และแรงบันดาลใจให้กระผมในเวลาต่อมา
ในปี พ.ศ. 2534 ช่วงวัยมัธยมต้นในวัย 13 ปี กระผมได้ย้ายกลับมาพำนักที่จังหวัดเชียงราย พร้อมกับความปรารถนาลึกๆ ในใจที่เด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ แต่ยังไม่เคยมีโอกาสได้ลงมือทำ นั่นคือ “การฟ้อน” กระผมจึงได้เข้าฝากตัวเป็นศิษย์ของ ครูสมพงษ์ ชื่นชม ศิลปินผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะการแสดงล้านนาและกลองอันเลื่องชื่อของเชียงราย (ซึ่งท่านเป็นศิษย์ของพ่อครูคำ กาไวย์ ศิลปินแห่งชาติสาขาศิลปะการแสดงพื้นบ้าน) โดยเริ่มฝึกฝนภายใต้รั้วโรงเรียนสามัคคีวิทยาคม โรงเรียนมัธยมชายล้วนประจำจังหวัด
นอกจากนี้ กระผมยังได้รับความเมตตาเข้าฝากตัวเป็นศิษย์ของ แม่ครูบัวเรียว รัตนมณีภรณ์ ศิลปินแห่งชาติสาขาศิลปะการแสดงพื้นบ้าน เพื่อสืบทอดการ “ฟ้อนสาวไหม” ซึ่งเป็นเอกลักษณ์การแสดงอันเลื่องชื่อของภาคเหนือ ช่วงเวลานั้นถือเป็นโมงยามแห่งการเปิดรับประสบการณ์ใหม่ กระผมได้ร่วมแสดงในงานสำคัญต่างๆ ของจังหวัดอย่างต่อเนื่อง จนเริ่มมีรายได้จากการแสดง และกลายเป็นเด็กหนุ่มที่มีความโดดเด่นด้านกิจกรรมในฐานะช่างฟ้อนอย่างเต็มตัว
ความมุ่งมั่นในครั้งนั้น นำพากระผมไปสู่โอกาสครั้งสำคัญเมื่อได้สมัครเข้าร่วมโครงการเยาวชนอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมไทย โดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมและประสานงานเยาวชนแห่งชาติ (สยช.) และผ่านการสอบคัดเลือกได้รับทุนแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมจากมูลนิธิโตไก เพื่อเดินทางไปแสดงและแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมร่วมกับเยาวชนนานาชาติ ณ ประเทศญี่ปุ่น การเดินทางข้ามขอบฟ้าไปสัมผัสโลกกว้างในครั้งนั้น ได้พลิกเปลี่ยนทัศนคติและเปิดมุมมองชีวิตของกระผมไปอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะในยุคที่โลกยังไร้อินเทอร์เน็ตและเครื่องมือสื่อสารดิจิทัลเช่นในอดีต
จากสถานะ “เด็กชาย” สู่ “นาย” ในช่วงวัยมัธยมปลาย ความหลงใหลในศิลปะและการแสดงของกระผมเริ่มเด่นชัดขึ้น พร้อมกับความสงสัยใคร่รู้เกี่ยวกับรากเหง้าประวัติศาสตร์ศิลป์ท้องถิ่น และจุดเชื่อมโยงของศิลปะทั่วโลก กระผมจึงสืบเสาะ
หาสถาบันอุดมศึกษาที่มีหลักสูตรตรงกับความสนใจ จนได้พบกับคณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งมีอาจารย์วิถี พาณิชพันธ์ ศิลปินในดวงใจตั้งแต่เยาว์วัยเป็นผู้ร่วมก่อตั้งและร่างหลักสูตร กระผมจึงตัดสินใจเข้าศึกษาต่อที่นี่อย่างไม่ลังเล ในรั้วมหาวิทยาลัย นอกเหนือจากวิชาความรู้ในห้องเรียนแล้ว กระผมยังได้เรียนรู้ศิลปะการแสดงผ่านการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมท้องถิ่นกับเพื่อนๆ จากหลากหลายจังหวัด ถือเป็นความโชคดีที่คนที่มีความชอบเหมือนกันได้มารวมตัวกัน จนกระทั่งสำเร็จการศึกษาในหลักสูตรศิลปะบัณฑิต
หลังเรียนจบ กระผมได้นำความรู้กลับมายังเชียงรายซึ่งเป็นจังหวัดบ้านเกิด ประจวบเหมาะกับช่วงเวลาที่อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ กำลังบูรณะและสร้างวัดร่องขุ่นให้เป็นพุทธศิลป์ที่ยิ่งใหญ่ ส่งผลให้ศิลปินเชียงรายหลายท่านตื่นตัวและย้ายกลับมาสร้างสรรค์ผลงานเพื่อสังคม วงการศิลปะร่วมสมัยในจังหวัดเริ่มคึกคักขึ้นอย่างมาก เมื่ออาจารย์ถวัลย์ ดัชนี ได้สร้างให้เชียงรายเป็น "เมืองศิลปิน" เกิดการรวมตัวกันเป็นครอบครัวศิลปินที่ยิ่งใหญ่และพร้อมต้อนรับศิลปินจากทั่วโลก การกลับมาบ้านเกิดของกระผมในครั้งนี้ จึงเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่จะใช้ความรู้ความสามารถรับใช้สังคมในสาขาศิลปะการแสดง
กระผมได้มีโอกาสฝากตัวกับอาจารย์นคร พงษ์น้อย เพื่อทำหน้าที่จัดการแสดงต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง และได้ทำงานรับใช้อาจารย์ถวัลย์ ดัชนี รวมถึงอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ จวบจนได้รับการทาบทามจากอาจารย์ดอยธิเบศวร์ ดัชนี ให้เข้ามามีบทบาทสำคัญในฐานะศิลปินการแสดงของบ้านดำ โอกาสนี้ทำให้กระผมได้พบกับอาจารย์นพพล โกมารชุน ศิลปินแห่งชาติสาขาสิ่งบันเทิงและศิลปะการแสดง กระผมจึงได้ฝากตัวเป็นศิษย์เพื่อเรียนรู้งานและก้าวเข้าสู่การทำงานเบื้องหลังในฐานะผู้สร้างสรรค์ละครโทรทัศน์เชิงวัฒนธรรมหลากหลายเรื่อง
เมื่อเส้นทางชีวิตในฐานะศิลปินช่างฟ้อนของกระผมเดินทางมาถึงจุดหนึ่ง มันได้นำพาใจให้ย้อนกลับไปทบทวนถึงก้าวแรกที่เคยเดินมา ความตระหนักรู้บอกกับกระผมว่า เมื่อเราเป็น “ผู้รับ” มามากพอ วันหนึ่งย่อมต้องรู้จักเป็น “ผู้ให้” และเหนือสิ่งอื่นใดคือการเป็น “ผู้สร้าง” ทว่าการสร้างในครั้งนี้ มิใช่เพียงแค่การคิดค้นเครื่องแต่งกายหรือสร้างสรรค์กระบวนท่ารำใหม่ๆ แต่เป็นงานที่ท้าทายและยิ่งใหญ่กว่านั้น นั่นคือ “การสร้างคน” ให้เติบโตเป็นนักแสดงจากจิตวิญญาณของตัวกระผม ปรารถนาที่จะถ่ายทอดความรู้ให้ผู้ที่ฟ้อนไม่เป็นเลย ให้สามารถฟ้อนรำเป็นให้งามในแบบฉบับเฉพาะตัว โดยไม่จำเป็นต้องมีพื้นฐานเป็นนักเรียนศิลปะหรือจบนาฏศิลป์มาจากสถาบันใด ขอเพียงแค่เป็นใครก็ได้ที่มีความรักและเปี่ยมด้วยจิตศรัทธาในการฟ้อนรำ
นั่นคือปฐมบทและแรงบันดาลใจสำคัญในการก่อตั้งคณะนักแสดงของตัวเองขึ้นมา ซึ่งในช่วงแรกเริ่มนั้นยังมิได้มีการตั้งชื่อ จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2557 คณะนักแสดงนี้จึงได้รับการขนานนามอย่างเป็นทางการว่า “เดอะไทยส์ (The Thais)” โดยมีความตั้งใจอันเรียบง่ายทว่าหนักแน่น คือการใช้ชื่อที่เป็นภาษาสากล เพื่อสื่อสารบอกเล่าแก่ผู้คนทั่วโลกอย่างตรงไปตรงมาว่า พวกเราคือ “คนไทย” กลุ่มช่างฟ้อนผู้พร้อมทำหน้าที่สื่อสารอัตลักษณ์แห่งชนชาติสู่เวทีสากล
นับจากก้าวแรกที่กระผมตัดสินใจก้าวเข้าสู่เส้นทางสายนี้อย่างจริงจังในปี พ.ศ. 2534 จวบจนถึงปัจจุบันในปี พ.ศ. 2569 เป็นเวลากว่า 35 ปีเต็มที่ชีวิตของกระผมผูกพันกับการร่ายรำ โดยไม่มีช่วงเวลาใดเลยที่จะหยุดฟ้อน แม้หลายคนจะมองว่าการฟ้อนรำคือภาวะตัวแทนแห่งความปิติยินดีและความสุข ทว่าสำหรับช่างฟ้อนอย่างพวกเรา บ่อยครั้งในพิธีอวมงคล ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความโศกเศร้าอาลัย เรากลับต้องฟ้อนรำทั้งน้ำตา เพราะกระผมเชื่อมั่นว่า “การฟ้อน” คือสัญญะแห่งการแสดงเกียรติและคารวะอย่างสูงสุด เป็นอากัปกิริยาอันประณีตและลึกซึ้งที่มนุษย์เท่านั้นจะพึงกระทำได้
โครงการฟ้อนเมือง เมืองฟ้อน ปี พ.ศ. 2569 ถือเป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์ใจ ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในช่วงเวลา 35 ปีที่ผมเดินทางมาบนเส้นทางสายนี้ กระผมได้เห็นการรวมตัวของผู้เป็นสายเลือดช่างฟ้อนภาคเหนือ ต่างบ้านต่างเมืองมารวมตัวกัน โดยไม่มีกรอบรั้วของสถาบันหรือสำนัก เป็นนิมิตรหมายอันดีว่าสิ่งอันดีงามได้เกิดขึ้นแล้วในยุคสมัยที่กระผมยังมีลมหายใจอยู่ ครั้งนี้ผมพาอดีตของการเดินทางมามอบให้ช่างฟ้อนรุ่นใหม่ได้ศึกษา และผมพร้อมที่จะสร้างจารึกไว้ถ้อยคำในบทความนี้ส่งต่อให้คนในอนาคต ถึงเรื่องราวของช่างฟ้อนเชียงรายคนหนึ่ง ที่ช่วงเวลาหนึ่งได้สร้างประวัติศาสตร์ด้านการแสดงและฟ้อนรำ ให้กับบ้านเมืองแห่งนี้
โครงการ “ฟ้อนเมือง เมืองฟ้อน ปี พ.ศ. 2569” จึงถือเป็นปรากฏการณ์อันน่าอัศจรรย์ใจอย่างยิ่ง และเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนตลอดระยะเวลา 35 ปีบนบรรณพิภพสายนี้ กระผมได้เห็นการหลอมรวมสายเลือดของช่างฟ้อนภาคเหนือจากต่างบ้านต่างเมือง ที่พร้อมใจกันมารวมตัวกันโดยทลายกรอบรั้วของสถาบันหรือสังกัดสำนักใดๆ นับเป็นนิมิตหมายอันดีงามที่เกิดขึ้นในยุคสมัยที่กระผมยังมีลมหายใจอยู่
การมาร่วมงานในครั้งนี้ กระผมจึงตั้งใจนำอดีตและประสบการณ์ตลอดการเดินทางมามอบไว้ให้ช่างฟ้อนรุ่นใหม่ได้ศึกษาเรียนรู้ และพร้อมที่จะจารึกถ้อยคำในบทความฉบับนี้ เพื่อส่งต่อเรื่องราวไปยังผู้คนในอนาคตถึงเรื่องราวของช่างฟ้อนเชียงรายคนหนึ่ง ที่ครั้งหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ ได้อุทิศเนื้อตัวและจิตวิญญาณรังสรรค์ความงดงามแห่งศิลปะการแสดงและการฟ้อนรำไว้ให้แก่บ้านเมืองแห่งนี้ไว้เป็นเกียรติตราบนานเท่านาน