หากมีใครถามผมในวันนี้ว่า “เจิง” เข้ามาอยู่ในชีวิตตั้งแต่เมื่อใด ผมคงตอบเป็นวัน เดือน หรือปีที่แน่นอนไม่ได้ เพราะเมื่อมองย้อนกลับไปเรื่องทั้งหมดไม่ได้เริ่มจากความตั้งใจว่าจะต้องไปเรียนวิชาไม่ได้เริ่มจากการวางแผนว่าจะต้อง ตามหาครูและไม่เคยคิดเลยว่าสิ่งที่ได้พบพานในวันนั้นจะติดตัวข้ามกาลเวลามาจนถึงวันนี้บางทีคำที่อธิบายเรื่องนี้ได้ ใกล้เคียงที่สุดอาจเป็นคำง่าย ๆ ว่า “วาสนาของการพบพาน”ในช่วงชีวิตวัยหนุ่มการใช้ชีวิตการทำงานพาผมไปพบผู้คนต่างสถานต่าง ภาษา อาหาร ความเชื่อ และวิถีชีวิตที่แตกต่างจากสิ่งที่คุ้นเคย กระทั่งวันหนึ่ง ณ ดินแดนอีกฟากหนึ่งของขุนเขาและแม่น้ำสายใหญ่เขตกั้นแบ่งดินแดนเชื้อชาติ ผมได้พบผู้คนกลุ่มหนึ่งซึ่งมีต่างกับตัวเองและสิ่งแวดล้อมที่เคยอยู่ และการพบกันธรรมดา ๆ ครั้งนั้นกลับค่อย ๆ เปิดประตูไปสู่อีกโลกหนึ่ง โลกที่ไม่มีห้องเรียน ไม่มีหลักสูตร และไม่มีใครบอกล่วงหน้าว่าเรากำลังจะได้เรียนอะไร ไม่คิดมาก่อนว่าจะต้องครูคนแรก ผมไม่ได้เข้าไปหาเขาด้วยความคิดว่า “นี่คือครูของเรา” และเขาก็คงไม่ได้มองผมตั้งแต่แรกว่า “นี่คือศิษย์” ทุกอย่าง เกิดขึ้นจากการพบ การมอง การพูดคุย และการใช้ชีวิตและใช้เวลาร่วมกัน
ครูคนแรก ที่นำพาไปหาสล่าอีกหลายๆท่าน (พาไปฝากให้ดูแลต่อ )และห้องเรียนที่ไม่ห้อง ไม่มีโรงฝึกโรงยิมใดๆ ไม่มีตำรา ไม่มีโรงฝึกสวยงาม และไม่มีใบประกาศเมื่อเรียนจบ มีเพียงลานดิน ป่า ภูเขา ลำห้วย แสงจากกองไฟ ผู้คน และชีวิตจริงเป็นการเรียนรู้ฝึกฝนด้านความเป็นอยู่ สิ่งที่ได้เรียนจึงไม่ได้มาในรูปของบทที่หนึ่ง บทที่สอง หรือคำสั่งให้จำ แต่เกิดจากการเฝ้ามองจดจำลองทำถูกแก้แล้วกลับไปทำใหม่อีกครั้งฝึกซ้ำแล้วซ้ำเล่าให้จสิ่งที่มีอยู่ในตัวผมมากกว่าความตั้งใจจะเรียนเสียอีกคือ“ความสงสัย” ผมเป็นคนประเภทที่เมื่อเห็นอะไรแล้วไม่เข้าใจ ก็อยากรู้ว่าทำไม เมื่อเห็นการเคลื่อนไหวบางอย่างก็สงสัยว่าทำไมต้องย่างเท้าแบบนั้น ทำไมต้องวางมืออย่างนั้น ทำไมบางท่าดูคล้ายการร่ายรำ ทั้งที่คนตรงหน้าบอกว่านี่คือวิชา และถ้าบอกว่าใช้ได้จริง มันใช้ได้อย่างไรยิ่งมองก็ยิ่งสงสัย ยิ่งสงสัยก็ยิ่งอยากรู้ ยิ่งรู้ก็ยิ่งอยากลอง และเมื่อได้ลองแล้วก็อยากทดสอบว่า สิ่งที่เราเข้าใจนั้นจริงหรือไม่ ความอยากทดสอบในวันนั้นไม่ได้เกิดจากความต้องการเอาชนะใคร แต่ก็ยังไม่เชื่ออะไรง่าย ๆ จนกว่าจะได้สัมผัสด้วยตัวเองความสงสัยจึงกลายเป็นความอยากรู้ ความอยากรู้กลายเป็นการทดลอง การทดลองกลายเป็นการฝึกฝน และการฝึกฝนก็ค่อย ๆ พาผมเข้าไปใกล้คำว่า “ศิษย์” โดยไม่รู้ตัว แต่ก่อนจะได้เรียนวิชา ผมกลับต้องเรียนบทที่สำคัญกว่าเสียก่อน คือการเคารพครู เคารพผู้คน เคารพสถานที่ และรู้ว่าความรู้บางอย่างไม่ได้เปิดให้ทุกคนเพียงเพราะเราอยากรู้
เรื่องราวในช่วงนั้นมีทั้งส่วนที่เล่าได้ เล่าได้เพียงบางส่วน และส่วนที่ควรเก็บไว้ระหว่างผู้ที่เคยร่วมทางกัน ไม่ใช่เพราะต้องการทำให้เรื่องดูเร้นลับ หากเป็นเพราะความไว้วางใจเองก็เป็นบทเรียนอย่างหนึ่ง เมื่อใครมอบพื้นที่บางส่วนในชีวิตหรือมอบความรู้บางอย่างให้เราแล้ว การรู้ว่าอะไรควรพูดและอะไรควรรักษาไว้ คือการให้เกียรติทั้งคนและครู
จากความสงสัย สู่การลองและทดสอบ
เมื่อได้เรียนจริง ความคิดที่เคยมองจากภายนอกก็ค่อย ๆ เปลี่ยน ท่าที่ดูอ่อนกลับมีความแข็งอยู่ข้างใน สิ่งที่ดูช้ากลับมีเรื่องของจังหวะ ระยะ และเวลา การหมุนไม่ได้หมุนเพียงเพื่อความงาม การย่างเท้าไม่ได้ย่างไปโดยไม่มีความหมาย มือ เท้า ลำตัว สายตา การทรงตัว จุดศูนย์ถ่วง การถ่ายน้ำหนัก การใช้แรงและการผ่อนแรง ล้วนสัมพันธ์กัยิ่งฝึก ยิ่งลอง ยิ่งทดสอบ ก็ยิ่งเกิดคำถามใหม่ และคำถามใหม่ก็มักพาไปสู่คนใหม่ จากครูคนแรกจึงเกิดการพบพานครูอีกท่าน จากท่านหนึ่งไปสู่อีกท่านหนึ่ง บางคนให้หลัก บางคนให้จังหวะ บางคนแก้สิ่งที่เราคิดว่าถูก บางคนแทบไม่พูดอะไร แต่เพียงให้ดูและให้ลอง จนวันหนึ่งสิ่งที่เคยเป็นท่าแยก ๆ เริ่มเชื่อมกันเป็นความเข้าใจวันนี้เมื่อมองย้อนกลับไป ผมเองก็อธิบายไม่ได้ทั้งหมดว่า เหตุใดคนเหล่านั้นจึงต้องมาพบกัน เหตุใดครูบางท่านจึงยอมเปิดสิ่งที่ท่านรักษาไว้ให้คนต่างถิ่นคนหนึ่งได้เรียนรู้ บางทีอาจไม่มีคำอธิบายที่ซับซ้อนไปกว่า คนมีวาสนาต่อกันจึงได้มาพบกัน และคนที่มีวาสนากับวิชาก็อาจได้รับโอกาสให้เข้าไปสัมผัสมันแต่การได้รับไม่ได้แปลว่าเป็นเจ้าของ ยิ่งเรียนมาก ผมยิ่งรู้ว่าคุณค่าของวิชาไม่ได้อยู่ที่ทำให้คนคนหนึ่งเก่งกว่าใคร หากอยู่ที่วินัย ความอดทน การประมาณตน ความเคารพต่อครู และการรู้ว่าเมื่อใดควรใช้หรือไม่ควรใช้สิ่งที่ตนเองได้รับมา
จากผู้สงสัยจึงค่อย ๆ กลายเป็นลูกศิษย์ จากลูกศิษย์เป็นผู้ฝึกฝน และจากการฝึกฝนก็มีทั้งการลอง การทดสอบ และการประลองเพื่อค้นหาคำตอบให้กับสิ่งที่เรียนและเมื่อวันเวลาผ่านไป ผมกลับมาใช้ชีวิตตามวิถีปกติ สิ่งที่ได้รับจากช่วงเวลานั้นไม่ได้หายไปไหน เพียงถูกเก็บไว้เงียบ ๆ ในความทรงจำ ไม่ได้คิดว่าจะต้องนำออกมาแสดง ไม่ได้คิดว่าจะต้องประกาศว่าเรียนอะไรมาจากไหน และยิ่งไม่คิดว่าวันหนึ่งสิ่งที่ติดตัวกลับมาจากป่าจะกลับมาเปิดคำถามเดิมอีกครั้งจนกระทั่งได้เห็นสิ่งที่ผู้คนเรียกว่า “ฟ้อนเจิง” บางคนเรียก “เจิง” บางคนเรียก “ลาย” ผมมองแล้วความสงสัยแบบเดิมก็กลับมา ทำไมมันไม่เหมือนกัน บางสายเคลื่อนไหวกระชับ หนักแน่น และยังเห็นเค้าของการต่อสู้อยู่ชัด ขณะที่บางสายอ่อนช้อย มีจังหวะ มีแบบแผน และงดงามในฐานะการร่ายรำหรือการแสดงบางคนเดินอย่างหนึ่ง บางคนย่างอีกอย่าง บางคนวางมือแบบหนึ่ง บางคนใช้ลำตัวอีกแบบหนึ่ง ทั้งที่ต่างก็เรียกสิ่งที่ทำว่าเจิงหรือลาย คำถามนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อจะตัดสินว่าของใครถูก ของใครผิด หรือของใครดีกว่าใคร ตรงกันข้าม ยิ่งเห็นความแตกต่าง ผมกลับยิ่งอยากรู้ว่า ภายใต้ชื่อที่คล้ายกันนั้น แต่ละสายเดินทางผ่านครู ผ่านชุมชน และผ่านกาลเวลามาอย่างไรเมื่อได้พบปะและแลกเปลี่ยนมากขึ้น ผมจึงค่อย ๆ เห็นว่า บางลายยังคงรูปแบบของการต่อสู้ บางลายเชื่อมไปสู่การร่ายรำ บางสิ่งรักษาความหมายของการใช้ ขณะที่บางสิ่งรักษาความงามและพัฒนาเป็นการแสดงอันทรงคุณค่า สิ่งเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องหักล้างกัน เพราะทั้งด้านการต่อสู้และด้านการร่ายรำต่างสะท้อนชีวิตของภูมิปัญญาที่เดินทางผ่านผู้คนและยุคสมัย
จากผู้สงสัย สู่กัลยาณมิตรในวงการเจิง
ความสงสัยครั้งนั้นกลับกลายเป็นประตูอีกบานหนึ่ง ทำให้ผมได้พบกัลยาณมิตร ครู อาจารย์ ผู้รู้ ผู้ฝึกฝน และผู้ที่รักในศิลปะการต่อสู้ล้านนาอีกมากมาย บางท่านศึกษาลายต่อสู้ บางท่านฟ้อนเจิงอย่างงดงาม บางท่านศึกษาอาวุธ บางท่านสนใจพิธีกรรม ความเชื่อ จารีต และสายครู แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือความรักและความปรารถนาดีต่อสิ่งที่ตนได้รับมา
เราได้พบปะ พูดคุย แลกเปลี่ยน ทดลอง เปรียบเทียบ และเรียนรู้ซึ่งกันและกัน สิ่งที่ผมรู้ก็แบ่งปัน สิ่งที่ไม่รู้ก็เรียนจากผู้อื่น หลายครั้งคำตอบไม่ได้ทำให้คำถามหมดไป แต่กลับทำให้เห็นว่าโลกของเจิงและลายกว้างกว่าที่เคยคิด และความแตกต่างไม่จำเป็นต้องนำไปสู่การแบ่งแยก หากมองด้วยความเคารพ ความแตกต่างกลับทำให้เห็นรากและเส้นทางของแต่ละสายชัดขึ้นจากการพบปะเล็ก ๆ จึงค่อย ๆ ขยายไปสู่กิจกรรมด้านการอนุรักษ์ สืบสาน แลกเปลี่ยน และเผยแพร่ภูมิปัญญาเจิง ลาย และศิลปะการต่อสู้ล้านนา ผมได้รับโอกาสอันดีจากกัลยาณมิตรและผู้ใหญ่หลายท่าน ได้ร่วมกิจกรรมหลายวาระ และทุกครั้งผมไม่เคยมองว่าเป็นพื้นที่สำหรับแสดงว่าตัวเองรู้มากเพียงใด แต่กลับรู้สึกว่า อย่างน้อยเรากำลังช่วยกันทำให้สิ่งที่ครูและคนรุ่นก่อนรักษาไว้ยังคงมีชีวิตอยู่
วันที่วิชาจากป่ามาฟ้อนกลางข่วงเส้นทางของการพบพานและการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ดำเนินมาเรื่อย ๆ จนวันหนึ่งผมได้รับโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมฟ้อนเมือง เมืองฟ้อนลำปาง และได้ฟ้อนเจิงกลาง “ข่วง” ท่ามกลางผู้คนที่รักและสืบสานศิลปวัฒนธรรมล้านนาเช่นเดียวกันในสายตาของผู้ชม มันอาจเป็นเพียงการฟ้อนหรือการแสดงหนึ่งชุด แต่สำหรับผม ทุกครั้งที่เท้าสัมผัสพื้น ทุกครั้งที่มือเคลื่อนไหว และทุกครั้งที่ร่างกายหมุนไปตามจังหวะ ภาพบางอย่างจากวันวานกลับมา ผมนึกถึงลานดิน นึกถึงภูเขา นึกถึงคำสอน และที่สำคัญที่สุด นึกถึงครูสล่าบางคนจากไปแล้ว บางคนไม่รู้ว่าวันนี้อยู่แห่งใด บางคนอาจไม่มีโอกาสได้พบกันอีก แต่สิ่งที่ท่านเคยสอนไว้กลับยังเคลื่อนไหวอยู่ในตัวของศิษย์ ตรงนั้นเองทำให้ผมเข้าใจว่า การสืบสายไม่ใช่การครอบครองวิชา หากคือการทำให้สิ่งที่ได้รับมาไม่หยุดอยู่ที่ตัวเรา
จากข่วงลำปาง สู่โรงละครเมืองใหญ่
จากข่วงที่ลำปาง เส้นทางยังพาผมไปถึงเชียงใหม่ ได้รับโอกาสเข้าร่วมกิจกรรม การเสวนา และเผยแพร่ภูมิปัญญา ตลอดจนศิลปะการร่ายรำที่ติดตัวมาจากการพบพานและการเรียนรู้ในอดีต วันนั้นมีผู้คน มีแสงไฟ มีเวที มีผู้ชม และมีพื้นที่ซึ่งแตกต่างจากสถานที่ที่ผมเคยเริ่มต้นเรียนรู้สิ่งเหล่านี้อย่างสิ้นเชิงช่วงหนึ่งผมอดคิดย้อนกลับไปไม่ได้ จากสถานที่แห่งหนึ่งกลางขุนเขา จากการพบครูด้วยวาสนา จากความสงสัยของคนคนหนึ่งที่อยากรู้ อยากลอง และอยากทดสอบ วันหนึ่งสิ่งเหล่านั้นกลับเดินทางมาอยู่ท่ามกลางแสงไฟในเมืองใหญ่
จากป่า...สู่ข่วง จากข่วง...สู่เมือง และจากเมือง...สู่โรงละคร
เมื่อมองย้อนกลับไป ผมจึงเริ่มเข้าใจว่า วิชาหนึ่งสายอาจไม่ได้เดินทางด้วยตำราเพียงอย่างเดียว บางครั้งมันเดินทางมากับคน มากับความทรงจำ มากับร่างกาย มากับท่วงท่า และเดินทางผ่านการพบพานของผู้คนจากรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง ผมไม่คิดว่าตัวเองเป็นเจ้าของสิ่งเหล่านี้ เพราะก่อนหน้าผมมีคนรักษามันมา มีคนฝึกมันมา มีคนสอนมันมา และมีคนส่งมันมาให้สิ่งที่ทำได้ในวันนี้จึงเป็นเพียงการรักษาสิ่งที่ได้รับมาให้ดีที่สุด และพยายามเชื่อมสิ่งที่เป็นรากเดิมเข้ากับโลกปัจจุบัน โดยไม่เปลี่ยนจนสูญเสียราก และไม่ยึดติดจนสิ่งนั้นไม่สามารถเดินทางต่อไปได้ จากผู้สงสัย กลายเป็นผู้ค้นหาคำตอบ จากผู้ค้นหากลายเป็นลูกศิษย์ จากลูกศิษย์เป็นผู้ฝึกฝน ผ่านการลอง การทดสอบ และการประลอง ก่อนจะค่อย ๆ กลายเป็นผู้สืบสาย ผู้ถ่ายทอด ผู้สืบสาน และผู้ส่งต่อท้ายที่สุดแล้ว อาจไม่ได้สำคัญเลยว่าผู้คนจะจดจำชื่อของเราหรือไม่ สิ่งสำคัญกว่าคือ เมื่อวันหนึ่งเราเดินออกจากเวทีไปแล้ว เจิงยังอยู่ ลายยังอยู่ ครูยังอยู่ในความทรงจำ จารีตยังมีผู้รักษา และยังมีคนรุ่นต่อไปพร้อมรับมันไปเดินทางต่อ บางทีนั่นอาจเป็นความหมายที่แท้จริงของคำว่า “สืบสานและส่งต่อ”และเมื่อย้อนมองเส้นทางทั้งหมด ผมยังเชื่อว่า การพบกันของคนบางคนอาจไม่ใช่เรื่องบังเอิญเสียทั้งหมด บางคนเข้ามาเพียงชั่วครู่ แต่ทิ้งบางสิ่งไว้ให้เราเดินตามไปตลอดชีวิต จากวาสนาแห่งการพบพานในวันนั้น ความสงสัยทำให้ผมอยากรู้ ความอยากรู้ทำให้ผมกล้าลอง การลองทำให้ผมต้องทดสอบ และการทดสอบก็ค่อย ๆ พาให้เข้าใจว่า สิ่งสำคัญที่สุดอาจไม่ใช่ว่าเราทำได้มากเพียงใด แต่อยู่ที่ว่า เมื่อได้รับสิ่งใดจากครูมาแล้ว เราจะรักษาและส่งต่อสิ่งนั้นอย่างไรเพราะไม่ว่าจะเป็นลานดินกลางป่า ข่วงกลางเมือง หรือโรงละครที่สว่างด้วยแสงไฟ ทุกครั้งที่เริ่มย่างเท้า ทุกครั้งที่เริ่มเคลื่อนไหว และทุกครั้งที่เริ่มฟ้อน รู้สึกว่ากำลังกลับไปยืนต่อหน้าครูอีกครั้ง
จากป่าสู่โรงละครใหญ่ในเมือง
ป่าสู่เมือง