ศิลปะการแสดงล้านนามีรากเหง้าจากอดีตถึงปัจจุบันที่สะท้อนรูปแบบ วิถี ชีวิตและสุนทรียภาพทางสังคม ความเชื่อ และวัฒนธรรมที่สะท้อนสุนทรียภาพทางศิลปะของผู้คนที่อาศัยอยู่ในดินแดนล้านนา ความหลากหลายทางชาติพันธุ์ของผู้คนที่อาศัยอยู่ร่วมกันในดินแดนล้านนา ทั้งกลุ่มที่อาศัยอยู่ดั้งเดิม ประกอบด้วย ชาวลัวะ ขมุ มลาบรี กลุ่มที่อาศัยอยู่บนพื้นที่สูง ประกอบด้วย ชาวม้ง เย้า กะเหรี่ยง ดาระอาง มูเซอ อาข่า และลีซู และกลุ่มที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำ ประกอบด้วย กลุ่มชาติพันธุ์ไทหลายกลุ่ม เช่น ไทลื้อ ไทเขิน ไทยอง ไทใหญ่ และไทยวน หรือคนเมือง ซึ่งเป็นประชากรกลุ่มใหญ่ที่มีบทบาททางสังคมและการปกครองในอดีต การอาศัยอยู่ร่วมกันของกลุ่มชาติพันธุ์เหล่านี้ก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ศิลปะการแสดงที่เกี่ยวกับขนบธรรมเนียม ความเชื่อทางพุทธศาสนา และความเชื่อดั้งเดิมการนับถือผีบรรพบุรุษ รวมทั้ง การสร้างสรรค์ศิลปะการแสดงรูปแบบใหม่เพื่อความบันเทิง หรือสร้างศิลปะการแสดงร่วมสมัย
ฟ้อนเมือง เมืองฟ้อน ได้ถอดรหัสองค์ประกอบศิลปะการการฟ้อนพื้นบ้านล้านนา โดยเฉพาะการฟ้อน กลุ่มชาติพันธุ์ไทจากเครือข่ายพ่อครู แม่ครู รวมทั้ง ช่างฟ้อนในพื้นที่ 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน กระบวนการ การทำงานเปิดโอกาสให้ศิลปินช่างฟ้อนพื้นบ้านได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับคุณพิเชษฐ กลั่นชื่น ผู้ก่อตั้ง PKDC ศิลปินศิลปาธร สาขาศิลปะการแสดง พ.ศ. 2549 และศิลปินรางวัลฟูกูโอกะ พ.ศ. 2569 เพื่อถอดรหัสฟ้อนเมือง กระบวนการทำงานนี้มีความสำคัญในการเพิ่มพื้นที่ระหว่าง ‘คนนอก’ และ ‘คนใน’ ในการเรียนรู้แลกเปลี่ยนประสบการณ์การฟ้อน มุมมอง และสุนทรียภาพทางการแสดงที่แตกต่างกันไปตามบริบทการใช้งาน ความเชื่อ ลีลา ท่าทาง และลักษณะเฉพาะทางวัฒนธรรม สิ่งสำคัญที่พบ คือ ความหลากหลายทางวัฒนธรรมแต่ละพื้นที่เป็นสิ่งกำหนดรูปแบบความงามที่แตกต่างของการแสดงที่มีขนบธรรมเนียม กาลเทศะในการแสดง ตลอดจนพื้นที่เฉพาะในการแสดงที่เกี่ยวข้องกับพิธีกรรม และกิจกรรมทางพระพุทธศาสนา ความท้าทายในการนำเสนอฟ้อนเมืองบนเวทีการแสดงแบบร่วมสมัย นอกจากการถอดรหัสท่าฟ้อนในแต่ละการแสดง ยังคงต้องการการถอดรหัสที่แท้จริงเพิ่มเติมในบริบททางวัฒนธรรมร่วมด้วย
สิ่งสำคัญในโครงการฟ้อนเมือง เมืองฟ้อน แสดงให้ผู้ชมได้เห็นการเรียนรู้สืบทอดการฟ้อนพื้นบ้านล้านนาที่มีรูปแบบการเรียนรู้จากครูสู่ศิษย์ที่ชัดเจน ลีลา ท่าทาง และจังหวะในการฟ้อนที่ศิษย์รับจากครูยังคงชัดเจนถึงแม้ว่าศิษย์จะพัฒนาการฟ้อนให้เกิดเป็นรูปแบบการฟ้อนของตนเอง รากฐานการฟ้อนจากครูยังคงปรากฏในการแสดงของพวกเขา สิ่งนี้อาจถูกเรียกว่า ‘อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม’ หรือหากกล่าวให้เป็นนามธรรม อาจเรียกได้ว่า ‘จิตวิญญาณล้านนา’ การฟ้อนที่สะท้อนตัวตนของชาวล้านนาอาจเกิดขึ้นจากการเรียนรู้ที่แตกต่างกันไป หากเป็นการฟ้อนรำที่มีแบบแผนที่ชัดเจนการแสดงนั้นเกิดจากการฝึกฝน ทำซ้ำ บนพื้นฐานแม่ท่า หรือ แม่ลาย และพัฒนารูปแบบการฟ้อนตามสุนทรียภาพในแต่ละบุคคล และการฟ้อนที่ไร้รูปแบบอันเกิดจาก ‘ปิติ’ ของผู้ฟ้อนที่ถูกเร้าด้วยเสียงดนตรีที่แตกต่าง
ดนตรีล้านนาจึงเป็นองค์ประกอบศิลปะการแสดงที่สำคัญที่จะแยกออกจากกันไม่ได้ ลักษณะจังหวะดนตรีเป็นสิ่งกำหนดการเคลื่อนไหวการฟ้อน การฟ้อนที่สง่างาม เยื้องย่างดุจล่องลอย จำเป็นต้องใช้ดนตรีที่มีเสียงลากยาวของฆ้อง และกลอง ในการขับเคลื่อนร่างกาย เช่น การฟ้อนเล็บ ใช้วงกลองตึ่งนงประกอบการฟ้อน สังเกตได้ว่า คนเมือง หรือชาวไทยวน ให้ความสนใจกับหางเสียงของฆ้องและกลองที่ลากเสียงยาว การเคลื่อนไหวการฟ้อนเล็บจึงเกิดลีลาท่าทางการเยื้องย่างที่ช้าและสง่างาม ในทางตรงกันข้าม การฟ้อนเจิง ฟ้อนดาบ ก้าแลว และฟ้อนนก กิงกะหร่า ใช้วงกลองปู่เจ่ หรือกลองก้นยาว ในการขับเคลื่อนร่างการที่มีจังหวะเท่ากันอย่างสม่ำเสมอ มีความเร็วที่เหมาะสม ทำให้ผู้ฟ้อนสามารถเคลื่อนไหวร่างกาย และเคลื่อนที่ไปตามจังหวะ สามารถคลี่คลายท่าทางบนพื้นฐานการย่ำเท้า ‘เดินขุม’ และเกิดความหมายตามแม่ท่าสำคัญได้เป็นอย่างดี
ภาพที่ 1 ภาพการแสดงฟ้อนมือ
(ที่มา: ธิติพล กันตีวงศ์, 2569)
ภาพที่ 2 ภาพการแสดงฟ้อนนกกิงกะหร่า
(ที่มา: ธิติพล กันตีวงศ์, 2569)
จากตัวอย่างที่กล่าวมาเป็นเพียงตัวอย่างที่ผู้เขียนสังเกตจากการเข้าร่วมสังเกตการณ์กิจกรรมการเรียนรู้ และรับชมการแสดง ฟ้อนเมือง เมืองฟ้อน “Grammar of Lanna Living Bodies” ไวยากรณ์ของร่างกายที่มีชีวิตแห่งล้านนา ในวันเสาร์ที่ 22 สิงหาคม 2569 เวลา 14:00-15:30 น. ณ โรงละครวิทยาลัยนาฏศิลป์เชียงใหม่ การแสดงฟ้อนเมืองถูกนำเสนอบนเวทีที่ได้รับการออกแบบพื้นที่การแสดง แสงไฟ และการจัดลำดับการแสดงได้อย่างน่าสนใจ จากฟ้อนพื้นบ้านที่แสดงในพื้นที่ชุมชน ในงานวัด หรือการฟ้อนในพิธีกรรม ได้รับการร้อยเรียง การแสดงและนำเสนอโดยการกำกับเวทีโดยคุณพิเชษฐ กลั่นชื่น สิ่งที่น่าสนใจและประทับใจในการชมการแสดง คือ การนำเสนอบรรยากาศในอดีตที่เคยมีอยู่จริง การฟ้อนล้านนาเพื่อเป็นพุทธบูชาบริเวณข่วงวัดในกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาของชาวล้านนาในอดีต ภาพบรรยากาศนั้นถูกนำมาจัดวางและนำเสนอบนเวทีได้อย่างกลมกลืน รวมทั้งรูปแบบการจัดที่นั่งบนเวทีให้กับนักแสดงจำนวนมากกว่า 50 ชีวิต ทั้งพ่อครู แม่ครู ผู้อาวุโส และ กลุ่มนักแสดงวัยกลางคน และเยาวชนคนรุ่นใหม่ สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นภาพการเคารพช่างฟ้อนครู และผู้อาวุโสได้อย่างชัดเจน
การแสดงเปิดฉากด้วยภาพบรรยายความวุ่นวายบนเวทีของนักแสดงกับอุปกรณ์เครื่องดนตรีต่าง ๆ ฉากการแสดงค่อยปรับเปลี่ยนแสงไฟไปยังจุดต่าง ๆ บนเวทีที่ทำให้เห็นช่างฟ้อนครูในแต่ละจุดแสดงท่าทางประจำตัว สร้างความประทับใจให้กับผู้ชม จากนั้นช่างฟ้อนเมืองต่างผลัดเปลี่ยนกันออกมาแสดงในแต่ละชุดโดยมีผู้ชมนั่งชมด้านล่างเวที และผู้ชมที่เป็นนักแสดงด้วยกันบนเวทีทำให้บรรยากาศการชมการแสดงอบอุ่น การฟ้อนเมืองแต่ละ ชุดการแสดงมีความหลากหลายในลีลาท่าทาง เครื่องแต่งกายแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์ที่แตกต่างตามพื้นที่แต่ละจังหวัด ทำให้ผู้ชมดื่มด่ำไปกับการแสดง และเห็นลีลาที่เป็นอัตลักษณ์การฟ้อนของแม่ครู พ่อครูแต่ละท่านได้เป็นอย่างดี
ภาพที่ 3 ภาพการเปิดตัวพ่อครู และแม่ครูช่างฟ้อนบนเวที
(ที่มา: ธิติพล กันตีวงศ์, 2569)
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการแสดงบนเวทีจะนำเสนอความหลากหลายของนักแสดงจากหลายกลุ่มวัฒนธรรม และหลายพื้นที่ได้อย่างน่าสนใจ ผู้เขียนมีข้อสังเกตเกี่ยวกับดนตรีประกอบการแสดง ว่า การเลือกใช้วงดนตรียังค่อนข้างจำกัด โดยเฉพาะการใช้เสียงกลองก้นยาวและกลองปู่เจ่ประโคมประกอบการแสดงหลายชุดต่อเนื่องกัน ซึ่งอาจทำให้มิติทางเสียงของการแสดงแต่ละชุดมีความใกล้เคียงกัน และอาจลดความหลากหลายทางประสบการณ์ในการรับฟังเสียงของผู้ชม ทั้งนี้ อาจเป็นแนวทางที่ผู้กำกับเวทีตั้งใจเลือกใช้ เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้ชมจดจ่อกับลีลาท่าทางการแสดงและองค์ประกอบด้านการเคลื่อนไหวของนักแสดงเป็นสำคัญ ขณะที่วงปาทย์ล้านนาถูกเลือกใช้ประกอบการฟ้อนสาวไหมเชียงรายและการฟ้อนผีแบบลำปาง
ในมุมมองของผู้เขียน ดนตรีประกอบการแสดงมีบทบาทสำคัญในการสื่อถึงอัตลักษณ์และลักษณะเฉพาะของการฟ้อนในแต่ละพื้นที่ เนื่องจากรูปแบบจังหวะ สำเนียงดนตรี และลักษณะของวงดนตรีมีความสัมพันธ์โดยตรงกับลีลาและจังหวะการเคลื่อนไหว (Bouncing) ที่แตกต่างกัน การพิจารณาเลือกใช้วงดนตรีและรูปแบบจังหวะที่สอดคล้องกับลักษณะเฉพาะของการแสดงแต่ละชุดจึงอาจจะช่วยเพิ่มมิติทางดนตรี ทำให้ความแตกต่างของการฟ้อนแต่ละพื้นที่ปรากฏชัดเขนยิ่งขึ้น และเปิดโอกาสให้ผู้ชมสามารถเข้าถึงอรรถรสและคุณลักษณะเฉพาะของการแสดงแต่ละชุดได้อย่างลึกซึ้งมากขึ้น
ภาพที่ 4 ภาพแม่ครูช่างฟ้อน ฟ้อนบนเวที
(ที่มา: ธิติพล กันตีวงศ์, 2569)
โครงการ ฟ้อนเมือง เมืองฟ้อน เป็นโครงการที่ทำให้เกิดเครือข่ายช่างฟ้อนในพื้นที่ 8 จังหวัด ภาคเหนือตอนบนของประเทศไทยได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน และเป็นจุดเริ่มต้นกิจกรรมที่สามารถพัฒนาศิลปะการแสดงพื้นบ้าน ทั้งในเชิงการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมและการพัฒนาศิลปะการแสดงร่วมสมัยต่อไปในอนาคต การพัฒนาศิลปะการแสดงล้านนาร่วมสมัยจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้และเข้าใจรากฐานทางวัฒนธรรม วิธีการฟ้อน บนฐานความรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่นของแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์จากพ่อครู แม่ครู และครูภูมิปัญญา ควบคู่กับ การเรียนรู้องค์ประกอบทางศิลปะการแสดง และแนวคิดร่วมสมัยเพื่อถ่ายทอดจิตวิญญาณล้านนาและตัวตนในสังคมสมัยใหม่ได้อย่างเหมาะสม เพื่อต่อยอดฟ้อนเมืองอันเป็นอัญมณีศิลปะการแสดงล้านนาให้คงอยู่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมต่อไป