หัวข้อที่เกี่ยวข้อง

โครงการฟ้อนเมือง เมืองฟ้อน

ร้อยเรียงศิลปะการแสดงล้านนา 8 จังหวัดภาคเหนือ

Loading...
Fonmuang
กำลังโหลดข้อมูล... 0%
ฟ้อนเมือง เมืองฟ้อน

เทคโนโลยี วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ สู่โรงละคร “ฟ้อนเมืองเมืองฟ้อน” โดย นายพชรพล อนพัชเลิศสวัสดิ์ (สล่าพัช)

วัฒนธรรมเป็นรากฐานสำคัญของสังคมที่สะท้อนถึงวิถี ความเชื่อ ประเพณี ภาษา ศิลปะ และภูมิปัญญาของผู้คนในแต่ละท้องถิ่น และในขณะเดียวกันนั้น เทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทอย่างมากต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์ในยุคปัจจุบัน ทั้งในด้านการสื่อสาร การศึกษา การทำงาน การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร การรับรู้ข้อมูล การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้วัฒนธรรมและเทคโนโลยีมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดกันมาก

การสืบสานวัฒนธรรมกับเทคโนโลยี ในอดีต การสืบสานทางวัฒนธรรม การถ่ายทอดวัฒนธรรมส่วนมากก็มักจะอาศัยการบอกกล่าว การเล่าจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง หรือมีการจัดกิจกรรมในชุมชน ในวัด และงานต่างๆ ที่ได้พบเจอ แต่ในปัจจุบันนี้เทคโนโลยีดิจิทัลสามารถช่วยเก็บข้อมูล เก็บรักษาภาพ เสียง ลักษณะท่าทางต่างๆ ไว้ และยังเผยแพร่วัฒนธรรมที่ทำได้อย่างรวดเร็วและกว้างขวางมากขึ้น เทคโนโลยีจะช่วยส่งเสริมวัฒนธรรม แต่ก็ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรม เช่น การรับรู้ข้อมูลข่าวสารจากต่างประเทศเป็นเรื่องง่าย ผู้คนสามารถเรียนรู้ภาษา ดนตรี แฟชั่น อาหาร และแนวคิดจากหลากหลายวัฒนธรรมได้ในเวลาอันรวดเร็ว และการเปิดรับสิ่งใหม่เป็นโอกาสในการพัฒนาสังคม แต่หากขาดการกลั่นกรอง อาจทำให้วัฒนธรรมดั้งเดิมถูกลดความสำคัญลง โดยเฉพาะกับคนรุ่นใหม่

กล่าวคือ การใช้เทคโนโลยีจึงควรควบคู่ไปกับการเรียนรู้และตระหนักถึงคุณค่าของรากเหง้าทางวัฒนธรรมของตนเอง คนรุ่นใหม่ควรมีโอกาสเรียนรู้ทั้งเทคโนโลยีและภูมิปัญญาท้องถิ่น ขณะที่ผู้มีความรู้ด้านวัฒนธรรมก็ควรปรับวิธีการสื่อสารให้เข้ากับยุคสมัย เพื่อให้วัฒนธรรมสามารถดำรงอยู่ได้อย่างมีชีวิต ไม่ใช่ถูกเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์หรือหนังสือตามหอสมุดเท่านั้น วัฒนธรรมกับเทคโนโลยีในปัจจุบันไม่ได้เป็นสิ่งที่แยกออกจากกัน แต่สามารถส่งเสริมและพึ่งพาซึ่งกันและกันได้ เทคโนโลยีช่วยให้วัฒนธรรมได้รับการบันทึก เผยแพร่ และเข้าถึงผู้คนได้มากขึ้น และขณะเดียวกัน วัฒนธรรมก็สามารถสร้างคุณค่าและอัตลักษณ์กับการพัฒนาเทคโนโลยีและสังคม ดังนั้น การก้าวเข้าสู่โลกยุคดิจิทัลอย่างมีคุณค่า คือ การนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อรักษารากเหง้า สร้างสรรค์สิ่งใหม่ และส่งต่อวัฒนธรรมสู่คนรุ่นต่อไป เพื่อให้วัฒนธรรมสามารถปรับตัวและเติบโตไปพร้อมกับความเปลี่ยนแปลงของโลกได้อย่างยั่งยืน

โดยคำที่กล่าวมานั้น โครงการฟ้อนเมืองเมืองฟ้อนและทีมงานมีคุณภาพที่สามารถเก็บข้อมูลพ่อครูแม่ครู ทั้งเสียง ภาพ ภาษา การเคลื่อนไหว ลักษณะท่าทางในการฟ้อนต่างๆ ได้อย่างสมบูรณ์

     

ผมนายพชรพล อนพัชเลิศสวัสดิ์ (สล่าพัช, ช่างพัช) ในฐานะผู้เข้าร่วมโครงการและมีส่วนร่วมในโครงการ ถึงแม้จะอยู่กับเทคโนโลยีปัจจุบัน อยู่กับไอที อยู่กับดิจิทัลใหม่ๆ ผมมีอาชีพเป็นช่างซ่อมมือถือไอโฟน เปิดร้านซ่อมมือถือเล็กๆ อยู่ในตัวเมืองเชียงราย เดิมทีผมเป็นคนบ้านเทอดไทย อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย ผมอยู่กับเครื่องมือ งานซ่อม และเทคโนโลยีใหม่ๆ และทั้งนี้ผมมีใจรักและยังรักษาการฟ้อนที่เป็นเอกลักษณ์ในรูปแบบกลุ่มชาติพันธุ์ไทเขิน (ไตขึน) ไทลื้อ ไทยใหญ่ ที่ผมได้สืบสานสืบทอดต่อมาจากบรรพชน ครูอาจารย์ พ่อครูฯ ได้มีโอกาสนำเสนอเพื่อต่อลมหายใจให้กับบรรพชน พาเสียง พาวิถีชีวิตของชุมชน พาความภาคภูมิใจในรากเหง้าของตนเองมาบอกเล่าให้ผู้คนได้รับรู้

โดยสายลายฟ้อนและครูบาอาจารย์ที่ผมได้ร่ำเรียนมาครั้งแรก เห็นตั้งแต่เด็กๆ นั้นคือ พ่อของผม พ่อได้สืบสายลายเจิงจากพ่อครูปี้จายโหง เมืองเหนือ เมืองหลวย เขตรัฐฉาน เชียงตุง ประเทศพม่า พ่อครูจายโหง เป็นอดีตทหารอารักขาให้กับเจ้าฟ้าเชียงตุง (ตะเปเจ้าฟ้าเชียงตุง) ด้วยเหตุทางการเมืองในพม่าเลยอพยพไปตั้งรากฐาน ณ เมืองหลวย เขตติดต่อระหว่างเชียงตุงและเชียงรุ้ง (เจงฮุ่ง) เขตปกครองตนเองชนชาติไท สิบสองปันนา มณฑลยูนนาน ประเทศจีน จากนั้นพ่อได้เข้าร่วมเดินทางกับกองกำลังต่อต้านเผด็จการพม่าพร้อมกับลุงในเวลานั้น (ตับศึกไตโฮ่มปอง) กองทัพสหรัฐฉาน (Shan United Army - SUA) พ่อได้อพยพจากเมืองเหนือเดินทางเข้าร่วมที่เชียงตุงและย้ายถิ่นฐานมาปักหลักปักฐาน ณ บ้านเทอดไทย ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่ผมเติบโตและได้เรียนรู้วัฒนธรรมในพื้นถิ่น

เมื่อสงครามเริ่มสงบสุข เสียงปืน เสียงระเบิดเริ่มหายไปเปลี่ยนเป็นเสียงตีกลอง ตีฆ้องก็เริ่มดัง ผมซึ่งยังวัยเด็กในขณะนั้นก็ติดพ่อไปไหนวิ่งไปด้วย ครั้นนั้นมีงานปอยที่วัด ผมก็ได้เห็นพ่อของผมแสดงเป็นครั้งแรก ณ ข่วงดินใจกลางลานวัดแห่งนั้น ภาพการฟ้อนครั้งนั้นทำให้ผมประทับใจและยังเกิดความคิดอยู่ในใจตลอดเวลาว่า สักวันหนึ่งผมอยากแสดงการฟ้อนเจิงให้พ่อเห็นบ้างว่าผมก็ทำมันได้ ผมก็คอยถามคอยลุ้นว่าเมื่อไหร่พ่อจะสอนให้สักที พ่อบอกเมื่อเวลานั้นมาถึง

และเมื่อถึงเวลานั้นก่อน พ่อบอกเสมอ “เฮียนก้าแลว ก้าลาย เรียนการฟ้อนดาบ ฟ้อนเจิง ไม่ได้เงินเหมือนเรียนฟ้อนนกฟ้อนโตนะ” (พ่อได้กล่าวไว้) และเมื่อพ่อเห็นความตั้งใจที่จะเรียนพ่อเลยจะสอนเอาไว้ติดตัวก็แล้วกัน เผื่อสักวันหนึ่งจะได้นำมาใช้ คำนั้นยังติดอยู่ในหัวตลอดมา ครั้นนั้นที่เรียนกับพ่อ ณ สวนข้าวโพด ที่ครอบครัวได้เช่าไว้ พ่อให้ไปเก็บข้าวโพดช่วงตรงกลางของสวนและให้ตัดให้เป็นข่วงลานวงกลม ตอนนั้นยังงงอยู่ จนพ่อบอกว่าเป็นศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว บ้านเราอยู่ใกล้ชายแดนจะทำให้เป็นสาธารณะไม่ได้ เดี๋ยวเขาจะว่าเรานั้นกำลังฝึกกองกำลังอยู่ ตอนนั้นสมัยนั้นผมเรียนขั้นพื้นฐานกับพ่อจนเสร็จ เมื่ออายุถึงเกณฑ์อายุสัก 18-20 ปีก่อนจะได้สอนอีกครั้ง จะได้เล่าสืบสานลายเจิงว่ามีใครบ้าง และมีท่านไหนบ้างที่อยู่ร่วมกับพ่อและฝึกกับพ่อครูปี้จายโหงสายเดียวกัน

เมื่อถึงเวลาและอายุครบเกณฑ์นั้น ผมก็ไปถามพ่ออีกครั้ง พ่อบอกให้ไปเรียนกับลุง ชื่อลุงยี่ (ฉายาก่าก่อ เย) ลุงครั้นเมื่ออยู่ฝั่งรัฐฉาน ทางเมืองเหนือ เขตทางเมืองหลวย เมืองลา (เขตปกครองพิเศษ) สมัยนั้นลุงมียศเป็น ขุนยี่ ครั้นนั้นได้มีเหตุทางการเมืองเขตชายแดนติดต่อกับฝั่งจีนตอนใต้ ยุคการต่อต้านระบบคอมมิวนิสต์จีน ยุคกองทัพจีนคณะชาติ (ก๊กมินตั๋ง) ลุงได้อพยพมาแล้วพากองกำลังมาร่วมกองทัพในเขตเชียงตุง (SURA) และมาปักหลักปักฐานในเขตชายแดนไทย ณ บ้านหินแตก แล้วร่วมกองกำลังต่อต้านพม่า (MTA) (SSA)

กลับมาที่การได้เรียนรู้ในสายเจิง ผมได้เรียนรู้เจิงศิลปะการต่อสู้บ้างจากลุงและได้รับคำสอนการใช้ชีวิตในโลกปัจจุบัน จากนั้นพ่อได้เล่าอีกว่า สมัยพ่อเด็กๆ ได้ไปกับพ่อครูจายโหง ได้ไปสอนการฟ้อนเจิง ฟ้อนดาบที่เชียงตุงในเขตตัวเมืองเชียงตุง ผมได้ถามพ่อว่าบ้านไหนแต่พ่อจำไม่ค่อยได้ และมีครั้งหนึ่งได้เห็นลายก้า พ่อครูท่านหนึ่งที่มีรวดลายและลีลาคล้ายกับของพ่อเลยลองหาข้อมูลและสอบถามคนเฒ่าคนแก่เก่าๆ ดูเพื่อหาทางติดต่อจนได้ไปพบกับพ่อครูท่านหนึ่งชื่อ สล่าลุงตาน ที่อยู่แม่สาย ย้ายถิ่นฐานมาจากเชียงตุง บ้านกาดฟ้า ผมและน้องแสงพอทราบแบบนั้นก็ได้เดินทางไปหา ไปสอบถามข้อมูลที่มาที่ไปเรื่องของสายลายเจิงจนพบว่า พ่อครูท่านนี้ได้เรียนมาจากพ่อครูสล่าสามเปา กาดฟ้า และพ่อครูสล่าสามเปาได้เล่าให้พ่อครูสล่าลุงตานฟังว่า มีพ่อครูและศิษย์จากทางเมืองเหนือ เมืองหลวย ชื่อสล่าจายโหง ได้มาสอนลายให้กับคนในพื้นที่รวมไปถึงพ่อครูสล่าสามเปา ผมเลยไม่ลังเลที่จะเรียน และขอสืบทอดไว้ พ่อครูลุงตานก็มีความเมตตาและรับผมและน้องแสงไว้เป็นศิษย์ ได้เรียนรู้หลายสิ่งอย่าง อาทิเช่น การฟ้อนเจิง การฟ้อนดาบ การก้าไม้ค้อน การใช้มีดสั้น และคำสอนดีๆ หลายสิ่งอย่าง

จากนั้นผมได้แสวงหาพ่อครูในสายตะเปเจ้าฟ้า จนไปพบกับพ่อครูอีกท่าน ชื่อลุงยี่ แม่ลายจะออกไปทางสวยงาม (แม่ลายงาม) แต่แฝงไปด้วยการต่อสู้ ลุงยี่ เป็นคนบ้านเก เมืองหลวย ทางเมืองเหนือ ติดกับเขตชายแดนจีนตอนใต้ (เมืองเชียงรุ้ง สิบสองปันนา) ท่านได้มาปักหลักอยู่หมู่บ้านเดียวกันที่ บ้านเทอดไทย (ในอดีตท่านเป็นครูฟ้อนเจิงฟ้อนลายในหมู่บ้าน) โดยที่ถ้ามีงานใหญ่ๆ งานวัดต่างๆ จะได้เห็นท่านฟ้อนแสดงโชว์

และจากนั้นพ่อครูต่อมาเป็นพ่อครูสายไทยใหญ่ ที่ได้ร่ำเรียนมากับ พ่อครูทุนวัน เป็นทหารชั้นผู้ใหญ่ (RCSS-SSA) ท่านได้เมตตาชี้แนะและสอนศิลปะการต่อสู้เบื้องต้นให้ ต่อมาอีกท่านเป็นอดีตทหารผ่านศึก (ก๋นศึกโตกโข่) พ่อเฒ่าคำน้ำแข็ง ท่านได้เมตตาสอนแม่ลายเบื้องต้นและแลกเปลี่ยนเรื่องราวของการสักหมึกในอดีตให้ฟัง การฟ้อนในอดีต การสักขาลาย การสักยันต์ต่างๆ

พ่อครูท่านต่อมาที่เรียนรู้และได้สนทนาเป็น พ่อหนานบุญมา ที่แม่อาย ตอนนั้นพอจะทราบชื่อเสียงเรียงนามท่านบ้างแล้วจากคนเฒ่าคนแก่ในหมู่บ้าน ครั้นนั้นได้มารู้จักครูเกมส์ในการประกวดฟ้อนเจิง ฟ้อนดาบที่เชียงราย ครูเกมส์ชวนไปงานบุญที่หมู่บ้านเลยได้มีโอกาสที่จะได้พบกับพ่อหนานบุญมา ในตอนนั้นครั้งแรกผมสนทนาเป็นภาษาพื้นถิ่นดั้งเดิมกับพ่อหนาน ผมได้เรียนรู้ได้รับคำชี้แนะในส่วนการสักลายสัก การสักขาลายโบราณและได้เรียนลายมีดสั้นพร้อมกับครูเกมส์ พ่อครูบุญมา ยังกล่าวว่า ถ้าได้ผ่านทางแม่อายก็มาแวะพูดคุยสนทนากันนะ ผมก็จะแวะพูดคุย แวะไหว้หนานบุญมาเสมอเมื่อมีโอกาสได้ผ่านไปทางนั้น

ท่านต่อมาที่ได้เมตตาสอนผมก้าลาย ก้าแลว ฟ้อนดาบ ฟ้อนเจิง คือ ท่านอาจารย์ รองศาสตราจารย์ ดร.ณัฐวุฒิ ดอนลาว แห่งบ้านปางลาว บ้านดู่ เชียงราย ท่านได้เมตตาและถ่ายทอดวิชาลายเจิงสาย พ่อครูสล่าปุ่น-พ่อครูสล่าลน ช่างเหล็ก แห่งขุนยวม แม่ฮ่องสอน ได้เรียนรู้กับอาจารย์หลายสิ่งอย่าง การฟ้อนเจิง การฟ้อนดาบ การฟ้อนไม้ค้อน การใช้ชีวิตในสังคมโลกปัจจุบันหลายสิ่งอย่าง ได้ฟ้อนครั้งแรกออกสื่อหลังจากเรียนตอนนั้นคือ งานไหว้ครู ชมรมดนตรีไทย-ดนตรีพื้นเมือง ณ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และอีกครั้งที่ชมรมพื้นบ้านล้านนา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ตอนนั้นอาจารย์ติดงานที่ต่างประเทศ (ขันครูดั้งเดิมที่อาจารย์ได้ร่ำเรียนมาเริ่มจากที่ชมรมพื้นบ้านล้านนานี้) ซึ่งในโครงการ ฟ้อนเมืองเมืองฟ้อน ผมดีใจ และเป็นเกียรติอย่างมากที่ได้ร่วมฟ้อนกับอาจารย์ที่ได้สั่งสอนมา ผมรู้สึกดีใจ และภูมิใจทุกครั้งเมื่อได้นำสิ่งต่างๆ ที่ครูบาอาจารย์ พ่อครู สล่ารุ่นเก่าหลายๆ ท่านที่สอนมานั้น มาแสดงบนเวทีใหญ่ๆ ให้ทุกท่านทุกๆ คนได้รับชม

ครั้งหนึ่งผมเคยนำสายลายเจิงที่ร่ำเรียนมา ไปประกวดที่ในเมืองเชียงรายเป็นครั้งแรก ณ วัดปางลาว อ.เมือง จ.เชียงราย สนามนี้ทำให้ผมได้พบครูบาอาจารย์พ่อครูหลายๆ ท่านในสายการฟ้อนเจิง ครั้งนั้นผมได้กลับมาอยู่เชียงรายพอดีเลยคิดว่าอยากนำเสนอการฟ้อนและอยากต่อลมหายใจต่อจิตวิญญาณของสล่ารุ่นเก่าให้คงอยู่ต่อไป

และต่อมาได้มีการแข่งขันการประกวดที่ อำเภอเชียงดาว เชียงใหม่ วัดศิลาวาส ที่นี่เป็นงานใหญ่ที่มีสล่าฟ้อนแต่ละสำนักมากันเยอะ ในใจคิดไว้เสมอเพื่ออยากให้พี่น้องสายลายเจิงให้เห็นว่า ก็ยังมีสายลายเจิงในอีกรูปแบบหนึ่งที่ยังมีการสืบสานสืบทอดกันอยู่ เพียงแต่ไม่มีโอกาสได้ออกสื่อและแสดงให้ได้ชมในที่สาธารณะเลยได้นำจิตวิญญาณแห่งครูบาอาจารย์ พ่อครู สล่าเจิงลายที่เราได้ร่ำเรียนมาและได้ตัดสินใจเข้าร่วมในคราวนั้น

และอีกครั้งเมื่อโครงการฟ้อนเมืองเมืองฟ้อนที่ได้รวบรวมพ่อครูแม่ครู ทั้งหมด 8 จังหวัดภาคเหนือ ซึ่งมาในรูปแบบของการแสดง การเรียงร้อยเชื่อมโยงเข้าหากันทั้ง 8 จังหวัด โดยที่ไม่มีรูปแบบของการแข่งขัน ซึ่งรูปแบบนี้ทำให้ครูบาอาจารย์ พ่อครูแม่ครู ศิลปินหลายจังหวัดได้เชื่อมโยงได้แลกเปลี่ยน ได้พูดคุย ได้พบหน้ากัน โดยครูบาอาจารย์บางท่านบางคนก็เห็นแค่ในสื่อออนไลน์เท่านั้น นับเป็นประวัติศาสตร์อย่างยิ่งที่โครงการฟ้อนเมืองเมืองฟ้อนจัดทำโครงการนี้ขึ้นมา ผมโชคดีมาก ต้องขอบคุณทางโครงการฟ้อนเมืองเมืองฟ้อนที่มอบโอกาสให้ได้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการครั้งนี้

เส้นทางการเดินของลายเจิงที่ได้ร่ำเรียนมา มีทั้งวันที่เหน็ดเหนื่อย มีวันที่ผิดหวังและวันที่ต้องเริ่มต้นใหม่ แต่ทุกอุปสรรคกลับกลายเป็นบทเรียนที่หล่อหลอมให้เข้าใจว่า การอนุรักษ์วัฒนธรรมไม่ใช่เพียงการเก็บสิ่งเก่าไว้บนหิ้ง หากแต่คือการทำให้วัฒนธรรมสามารถมีชีวิตและเดินต่อไปพร้อมกันกับคนรุ่นใหม่

โดยโครงการฟ้อนเมืองเมืองฟ้อนที่กำลังทำอยู่ ชื่นชมอย่างมาก ทีมงานมีความเป็นมืออาชีพมาก ครั้งแรกที่ผมได้ร่วมงานกับอาจารย์พิเชษฐ กลั่นชื่น เป็นงานที่จัดในเชียงราย อำเภอเวียงชัย ผมได้รับความเมตตาจาก ครูนิค ศรัณย์ สุวรรณโชติ ได้ติดต่อมาเพื่อนำกลองก้นยาวใช้เป็นเสียงประกอบในการฟ้อนเจิง ครูนิคเลยแจ้งผมว่า ฟ้อนด้วยกันเลยจะได้มีหลายรูปแบบการแสดง จำได้เลยช่วงเจิงนั้น เป็นช่วงที่สวยงามมากเป็นช่วงเกาะกลางน้ำ อารมณ์ความรู้สึกจิตวิญญาณเหมือนได้อยู่ในช่วงธรรมชาติ นี้เป็นครั้งแรกที่ได้ร่วมงานและได้ชมผลงานของอาจารย์พิเชษฐ รู้สึกเข้าใจได้หลายอารมณ์หลายเหตุการณ์ที่ทีมงานนักแสดงได้แสดงออกมา ความรู้สึกซ้อนความรู้สึก

และเมื่อมีโครงการฟ้อนเมืองเมืองฟ้อนจัดขึ้นมา โดยมีอาจารย์พิเชษฐ กลั่นชื่น เป็นผู้กำกับการแสดง ผมก็อยากไปเก็บประสบการณ์การทำงานที่เป็นมืออาชีพของทีมงานเอาไว้ เพื่อที่จะได้นำมาพัฒนาตัวเองในภายภาคหน้าต่อไป ทั้งนี้ยังได้มีโอกาสเดินทางไปกับอาจารย์อรช บุญ-หลง (อ.ชะ) และทีมงานเก็บข้อมูลที่อำเภอแม่อายต่อ เมื่อเสร็จงานที่วิทยาลัยนาฏศิลปเชียงใหม่ ขอชื่นชมทีมงานมากๆ ครับ ไม่ว่าไกลแค่ไหนทางทีมงานพร้อมไปหมด ไปสัมภาษณ์พ่อครู แม่ครู แต่ละที่ไกลๆ ทั้งนั้น อ.ชะ เป็นคนเก่ง และสวยอยู่ตลอดเวลา ผมได้สนทนาครั้งแรกที่เชียงราย งานฟ้อนเมืองเมืองฟ้อน ที่โรงแรมคงการ์เด้น ช่วงที่สัมภาษณ์อาจารย์ชวนพูดชวนคุยและถามคำถามที่ผมนั้นสามารถตอบได้และสนทนาได้ ซึ่งผมพูดไม่เก่งและเป็นกังวลมากในการได้จับไมค์คุย ขอชื่นชมอาจารย์ครับ

การเดินทางไปกับครอบครัวฟ้อนเมืองเมืองฟ้อน การได้นำเสนอ การฟ้อน การได้แต่งกายที่เป็นอัตลักษณ์ออกสื่อ การได้พบปะพ่อครูแม่ครู ได้เห็นพ่อครูแม่ครูลุกฟ้อนได้แสดงสาธิตให้กับคนรุ่นใหม่ การได้เข้าร่วมแต่ละที่ แต่ละจังหวัด ทุกๆ ที่ ที่มีคำว่าฟ้อนเมืองเมืองฟ้อน ผมเชื่อว่า การได้ทำสิ่งที่ทุกคนทุกท่านที่ชอบเหมือนกันนั้นมันช่างงดงามและสุขใจยิ่งนัก ผมรู้สึกแบบนั้น ดีใจที่ได้เห็น ดีใจที่ได้พบทุกครั้ง และดีใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้นำศิลปะการฟ้อนที่ได้ร่ำเรียนมานั้น ร่วมแสดงให้ทุกท่านได้ชมกัน ผมเหมือนได้ต่อลมหายใจวิชาลายเจิงคนเฒ่าให้มีชีวิตอีกครั้งในโครงการฟ้อนเมืองเมืองฟ้อน.             

               

ขอบคุณทางโครงการฟ้อนเมืองเมืองฟ้อน ร้อยเรียงศิลปะการแสดงล้านนา 8 จังหวัดภาคเหนือ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย PKDC Greater ChiangMai และกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ที่ให้โอกาสผมได้ร่วมแสดงกับศิลปินเก่งๆ ครูบาอาจารย์เก่งๆ นักแสดงหลายๆ ท่าน หลายๆ คน อีกทั้งยังได้เห็นการทำงานในหลายด้านหลายส่วนที่มีส่วนร่วมในโครงการฟ้อนเมืองเมืองฟ้อนในครั้งนี้ ประสบการณ์นี้ล้ำค่ามาก ผมจะจดจำความรู้สึกที่ดีและประสบการณ์ดีๆ ที่ได้รับในครั้งนี้ บันทึกไว้ เก็บมันไว้เล่าไปจนถึงลูกถึงหลานในภายหน้าต่อไป

 

โดย
นายพชรพล อนพัชเลิศสวัสดิ์ (สล่าพัช)