หัวข้อที่เกี่ยวข้อง

โครงการฟ้อนเมือง เมืองฟ้อน

ร้อยเรียงศิลปะการแสดงล้านนา 8 จังหวัดภาคเหนือ

Loading...
Fonmuang
กำลังโหลดข้อมูล... 0%
ฟ้อนเมือง เมืองฟ้อน

หมอกไหมลายเจิง โดย วรษิต จันทร์ศิริ

“คว่ำมือหื้อเป๋นลาย หงายมือหื้อเป๋นดอก” ประโยคคุ้นหูจากคำกล่าวโองการไหว้ครูเจิง (ฟายครู) ของชนชาวล้านนา เป็นประโยคใจความสำคัญอันแสดงถึงจุดมุ่งหมายของการฟ้อนเจิงว่า สล่าเจิงคือผู้ละเสียยังความเกลียดชัง การเบียดเบียน การรบราฆ่าฟัน แล้วนำเอาเจิงที่ตนชำนาญมาร้อยเรียงท่วงท่า จากความแข็งกร้าวสู้ความอ่อนช้อย เพื่อแสดงถึงความนอบน้อมต่อสิ่งที่ตนเคารพบูชา ความปิติยินดีในวาระโอกาสอันงาม  ดั่งดวงดอกไม้อันเป็นเครื่องอามิสบูชา ที่ผู้คนใดได้ยลยินก็ล้วนแล้วแต่อภิรมย์ชมชื่นยินดีไปตามกัน

พ่อครูมานพ ยาระณะ ศิลปินแห่งชาติ บุคคลผู้ถ่ายทอดความรู้ แนวคิดเกี่ยวกับการฟ้อนอันทรงคุณค่า จากธรรมชาติวิถีของดอกไม้ผ่านการแสดงออกในรูปแบบท่วงท่าฟ้อนยุ่ม พ่อครูพร่ำสอนว่า “เวลาฟ้อนหื้อแป๋งมืออย่างดอกไม้ ตี้จี๋ยามเจ๊า บานยามขวาย บ่ายเบ่งจ้อ แล้วไปหูบเอาเมื่อยามแลง” ใจความคือในขณะที่ฟ้อนให้ทำมือดั่งดอกไม้ที่ตูมในยามเช้า ผลิบานยามสาย ตกบ่ายก็ชูช่อ แล้วกลับไปหุบในยามเย็นเพื่อรอเบ่งบานในเช้าวันใหม่ โดยการฟ้อนดังกล่าวนี้แสดงออกจากจิตใจอันบริสุทธิ์ที่เปี่ยมไปด้วยความปิติยินดี 

เสียงบรรเลงฆ้องกลองอันม่วนงัน ดังขึ้นในข่วงบ้านหลังเล็กย่านสันป่าข่อยอย่างเป็นปกติ คือสิ่งที่นำพาผมให้ก้าวเข้าสู่โลกแห่งเจิง พ่อครูมานพ ยาระณะ หรือในชื่อที่คุ้นหูของคนทั่วไปเรียกท่านว่า “ตาพัน” หรือ “พ่อครูพัน” คือครูเจิงคนแรกของผม ท่านสอนทั้งความรู้ ปรัชญา การใช้ชีวิตและการวางตัวในสังคม เจิงของท่านเป็นท่วงท่าลีลาอันละเมียด ปราศจากจิตอันแข็งกร้าวและการเอาชนะ เป็นการฟ้อนเจิงที่เล่าเรื่องราวของหนอนไหมผีเสื้อ ท่านได้บัญญัติการฟ้อนนี้ว่า “สาวไหมแมงบ้ง” โดยร้อยเรียงผ่านระบบมืออย่างฟ้อนยุ่ม พร้อมกับการย่างเท้าที่มีชั้นเชิงตามความงามอย่างธรรมชาติ เป็นต้นว่า กว๋างเหลียว เขยาะก๋า ถ็อดแถ็ดนกคุ่ม วงวาดวามือเท้าผสานกันอย่างกลมกลืน การฟ้อนทั้งมวลนี้ขับเคลื่อนไปด้วยเสียงฆ้องกลองอันเสนาะหู

เมื่ออายุเข้าช่วงวัยรุ่น โอกาสพบปะพ่อครูท่านอื่นมีมากขึ้น ผมสะดุดตาและประทับใจจนก่อเกิดความสนใจที่จะเรียนรู้เจิงในรูปแบบของชาติพันธุ์ไทใหญ่ พ่อครูส่างคำ จางยอด ศิลปินชาวไทใหญ่จากรัฐฉาน ประเทศเมียนมา และพ่อครูสุทัศน์ สินธพทอง ศิลปินชาวไทใหญ่จากเมืองสามหมอกแม่ฮ่องสอน สองพ่อครูผู้เปิดโลกศิลปะการก้าลาย หรือการฟ้อนเจิงอย่างคนไตให้ผมได้รู้จักและหลงรัก ทุกท่วงท่าคือความงามอันสง่า ความแกร่งกร้าวผสานความอ่อนหยุ่นอย่างกลมกลืน ผ่านระเบียบร่างกายที่เป็นระบบ จะใช้ฟ้อนก็สง่าน่าดูจะใช้ต่อสู้ก็ร้ายกาจ


การฟ้อนเจิงอย่างคนไตที่เรียกว่า ก้าลาย หรือ ลายไตนั้น พ่อครูทั้งสองได้จำแนกออกเป็นสองประเภท คือลายแซ้นและลายหมอกมือ ลายแซ้นคือระบบพื้นฐานของลายไต เป็นวิถีอันแข็งกร้าว ใช้สำหรับต่อสู้ป้องกันตัว ส่วนลายหมอกมือที่แปลเป็นภาษาไทยได้ว่า “ดอกมือ” นั้น คือการปรับประยุกต์เอาลายแซ้นมาร้อยเรียงขึ้นใหม่ เป็นกระบวนท่าร่ายรำที่อ่อนช้อยสวยงามดั่งดอกไม้ที่เบ่งบานออกจากมือทั้งสองข้าง แต่ยังแฝงซึ่งพิษสงการต่อสู้ไว้ในทุกความอ่อนช้อย โดยทั้งลายแซ้นและลายหมอกมือยังเป็นบ่อเกิดศิลปะการร่ายรำอีกแขนงหนึ่งที่เรียกว่า ก้าฮ่างสัตว์ (ฟ้อนรูปสัตว์) เป็นต้นว่า ก้านกกิงกะหร่า ก้าโต ก้าเขียดแลว ก้าก๋ำเบ้อคง

แม้เป็นศิลปะการร่ายรำที่ต่างซึ่งชนชาติพันธุ์ แต่ทั้งสองชาติพันธุ์ต่างมองความงามของการฟ้อนให้เป็นดั่งความงามของดอกไม้และธรรมชาติรอบตัว อีกสิ่งหนึ่งที่มีเหมือนพ้องต้องกันคือการร่ายรำย่อมถูกขับเคลื่อนไปด้วยเสียงฆ้องกลองอันไพเราะเสนาะโสต จิตใจอันปิติ และความรู้สึกที่สุนทรีย์ของทั้งผู้ฟ้อน และผู้รับชม

ทั้งหมดนี้หล่อหลอมให้ผมเป็นผม และตัวผมได้แสดงความเป็นตัวตนของผมออกมาในทุกครั้งตั้งแต่เริ่มต้นโครงการ ทั้งส่วนความรู้เรื่องการฟ้อนที่ได้เรียนรู้มา ประสบการณ์ที่ได้เก็บเกี่ยว ตลอดจนองค์ความรู้ที่ตัวผมได้ตกผลึก ทุกครั้งที่ได้พบปะกับพ่อครูแม่ครู เหล่าศิลปินในโครงการ ทุกคนต่างหยิบยื่นความรู้และความสุขให้กัน ทุกขั้นตอนการดำเนินโครงการเต็มไปด้วยรอยยิ้ม จนถึงวินาทีสุดท้าย

ผมหวังว่าโครงการที่ดีอย่าง “ฟ้อนเมือง เมืองฟ้อน” จะยังประโยชน์แก่ผู้ที่สนใจในการฟ้อน และวงการศิลปวัฒนธรรมล้านนา จุดประกายให้เกิดแรงบันดาลใจที่จะอนุรักษ์ฟ้อนแบบดั้งเดิมให้สมบูรณ์และพัฒนาต่อยอดสร้างสรรค์ “ฟ้อนเมือง” ไปในทิศทางที่เหมาะสม


โดย
วรษิต จันทร์ศิริ
เชียงใหม่