การเดินทางร่วมกับโครงการ “ฟ้อนเมือง เมืองฟ้อน” ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ทำให้ผมค้นพบความจริงบางอย่าง บทความนี้จึงเป็นบันทึกจากประสบการณ์และความรู้สึกส่วนตัวที่ผมมีต่อโครงการ
“ยังโชคดีที่ล้านนายังมีราก”
ถ้อยคำนี้ปรากฏชัดทั้งในความคิด ความรู้สึก และหัวใจของผม ผ่านการเดินทาง รากของล้านนาไม่ได้ดำรงอยู่เพียงในสิ่งที่สายตามองเห็น แม้เมื่อหลับตา เรายังได้กลิ่น ได้ยินเสียง และสัมผัสถึงมันได้ รากของล้านนาแทรกซึมอยู่ในทุกประสาทสัมผัส และเมื่อองค์ประกอบเหล่านั้นหลอมรวมเข้าด้วยกัน บางทีสิ่งที่เราเรียกว่า “จิตวิญญาณ” อาจถือกำเนิดขึ้นตรงนั้นเอง
ภูมิประเทศอันหลากหลาย ทั้งภูเขา ท้องทุ่ง สายน้ำ และบึง รวมถึงฤดูกาลที่หมุนเวียนผันเปลี่ยน ล้วนมีส่วนก่อกำเนิดอารยธรรมอันงดงาม ความงามนั้นเกิดจากความเป็นธรรมชาติ และด้วยความเป็นธรรมชาตินี้เอง รากเหง้าของล้านนาจึงยังคงหยั่งลึกและแข็งแรง
วัฒนธรรมถือกำเนิดจากความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ การฟ้อนก็คงถือกำเนิดขึ้นในทำนองเดียวกัน เรามองเห็นธรรมชาติปรากฏอยู่ในตัวพ่อครูแม่ครู เมื่อท่านฟ้อน ความเป็นธรรมชาติและพลังจากภายในจะถ่ายทอดออกมาผ่านทุกส่วนของร่างกาย
“ฟ้อนสาวไหม ต้องใช้ทุกส่วนของร่างกาย”
นี่คือคำพูดอันเรียบง่ายแต่ทรงพลังของแม่ครูบัวเรียว รัตนมณีภรณ์ แม่ครูท่านแรกที่ผมได้เข้าไปสัมภาษณ์ในโครงการ และท้ายที่สุด ถ้อยคำสั้น ๆ นี้กลับสรุปความหมายของโครงการทั้งหมดเอาไว้ได้อย่างลึกซึ้ง
เมื่อกล่าวถึงความงามของการฟ้อน แน่นอนว่า กว่าจะเกิดเป็นการฟ้อนอันงดงาม ย่อมต้องผ่านการฝึกฝน แต่ในมุมมองของผม การฝึกฝนเปรียบเสมือนพิธีกรรมอย่างหนึ่งของชีวิต เป็นหนทางที่พาเราเข้าถึงธรรมชาติ หรือความจริงบางอย่าง ผ่านศิลปะ
ในกระบวนการฝึกฝน ทุกท่วงท่าล้วนผ่านการขัดเกลามาตามกาลเวลา ท่ามกลางบริบทของชีวิตที่อบอวลไปด้วยจิตวิญญาณล้านนา ธรรมชาติ วัฒนธรรม และประสบการณ์ของผู้คนค่อย ๆ หล่อหลอมการฟ้อน จนความเป็นธรรมชาตินั้นตกผลึกผ่านจิตวิญญาณ และเผยตัวออกมาเป็นความงาม ด้วยเหตุนี้ การส่งต่อท่าฟ้อนจึงไม่อาจส่งต่อเพียงรูปแบบของการเคลื่อนไหว หากต้องส่งต่อจิตวิญญาณที่อยู่ภายในท่วงท่านั้นไปพร้อมกัน
แม้จะมีจิตวิญญาณร่วมกัน แต่ประสบการณ์ของแต่ละบุคคล ตลอดจนบริบทของแต่ละท้องถิ่น ย่อมแตกต่างกันไป บางทีนี่อาจเป็นเหตุผลที่แต่ละพื้นที่ของล้านนามีท่าฟ้อนแตกต่างหลากหลาย แม้จะแตกต่างกันในรายละเอียด แต่ภายใต้ความหลากหลายนั้นยังคงมีรากบางอย่างเชื่อมโยงถึงกัน
ทุกครั้งที่ชมการฟ้อน ผมมองเห็นพลวัตในแต่ละท่วงท่า เห็นการเคลื่อนย้ายและถ่ายเทพลังงานจากส่วนหนึ่งของร่างกายไปสู่อีกส่วนหนึ่ง พลังนั้นไม่ได้สูญหาย หากยังคงไหลเวียน หมุนวน และส่งต่อกันอย่างต่อเนื่อง การหมุนวนของพลังงานเริ่มปรากฏขึ้นตั้งแต่ท่าบิดบัวบาน ก่อนจะคลี่คลายไปตามท่วงท่าต่าง ๆ และหวนกลับมาหมุนเวียนเช่นนั้นตลอดการฟ้อน
สำหรับผม สิ่งนั้นจริงแท้อย่างยิ่ง เพราะในความเป็นจริงของเอกภพ ไม่มีสิ่งใดคงอยู่ในสภาพเดิม ทุกสิ่งล้วนเคลื่อนไหวและแปรเปลี่ยน มีขึ้น มีลง มีตั้งอยู่ และมีดับไปและก่อกำเนิดใหม่อีกครั้ง ขณะเดียวกัน สสารและพลังงานก็ไม่ได้สูญหาย เพียงเปลี่ยนแปลงและเคลื่อนผ่านจากรูปแบบหนึ่งไปสู่อีกรูปแบบหนึ่ง นี่คือความจริงของเอกภพที่ปรากฏให้เห็นผ่านการเคลื่อนไหวของร่างกาย
เมื่อร่างกายได้เคลื่อนเข้าสู่ความจริงนั้น จิตใจก็ย่อมรับรู้และสัมผัสถึงความจริงไปพร้อมกัน และการที่เรามองเห็นว่าการฟ้อนนั้นงดงาม บางทีอาจเป็นเพราะความงามที่เราเห็นมิใช่สิ่งที่ถูกปรุงแต่งขึ้น หากเป็นความงามของสิ่งที่จริงแท้ในตัวมันเอง