สวัสดีครับ ผมนายชุติพนธ์ ใจปา คุณครูจากโรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
ก่อนอื่นเลยต้องขอขอบคุณโครงการ “ฟ้อนเมือง เมืองฟ้อน ร้อยเรียงศิลปะการแสดงล้านนา 8 จังหวัดภาคเหนือ” โดยความร่วมมือของคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย PKDC และ Greater Chiang Mai มาก ๆ ครับ ที่ทำให้ผมได้มีโอกาสรู้จักกับศิลปินล้านนาหลายท่านที่ผมไม่เคยรู้จักมาก่อน ตัวผมเองอาจจะเป็นคนที่เขียนบทความไม่ค่อยเก่ง หรือไม่ได้ใช้คำหรูหราอะไรมากมาย แต่ผมอยากจะขอถ่ายทอดความรู้สึกทั้งหมดที่ออกมาจากใจ ตั้งแต่วันแรกที่ได้เข้ามาเรียนรู้ในโครงการนี้ครับ
จุดเริ่มต้นของผม ต้องขอบคุณ “ครูกล้วย” หัวหน้าสาระศิลปะ ที่ได้ชวนผมเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “ฟ้อนเมือง เมืองฟ้อน” ผมเริ่มงานจากการลงพื้นที่เก็บข้อมูลร่วมกับทีมงานของอาจารย์ชะ ที่อำเภอนางแล ได้ไปเจอ
กับ “แม่ครูแสนคำ นางแล 7” แค่เริ่มจุดแรก ผมก็สัมผัสได้ทันทีว่านี่เป็นโครงการที่ดีและมีคุณค่าทางวัฒนธรรมสูงมาก ย้อนกลับไปในวันแรก Technical Workshop ของจังหวัดเชียงราย เป็นวันที่ผมประทับใจตั้งแต่เริ่มต้น ด้วยความที่ตัวผมเองเป็นครูนาฏศิลป์ การฟ้อนมันเหมือนอยู่ในสายเลือดและเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผมอยู่แล้ว สำหรับผม คำว่า "ฟ้อน" มันไม่มีรูปแบบที่ถูกผิดตายตัว แต่มันคือการสืบทอดและรักษาคุณค่าการฟ้อนไว้ให้อยู่คู่กับเราไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
กิจกรรมเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 เป็นอีกหนึ่งวันที่ทำให้ผมเห็นความหลากหลายของการฟ้อนเมืองเชียงราย ทั้งเสียงซอ การฟ้อนดาบของแม่ครูแสนคำ การฟ้อนเจิงของครูซ้อ ลื้อลายคำ การฟ้อนเจิงของอาจารย์ โทนี่ รวมถึงการฟ้อนของค่ายเดอะไททีมโดยพี่พิชญ์ บรรยากาศในวันนั้นไม่ได้รู้สึกถึงการแข่งขันเลย แต่เต็มไปด้วยการแบ่งปันความรู้และภูมิปัญญา ซึ่งมันทำให้ผมตระหนักขึ้นมาจริงๆ ว่า "ของดีเมืองเชียงราย" มีมากมายและทรงคุณค่ากว่าที่เราคิดไว้เยอะมาก นั่นแหละครับคือความหมายของคำว่าฟ้อนที่ไม่มีจุดสิ้นสุด
ต่อมาในวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 งานได้กลับมาจัดขึ้นที่จังหวัดเชียงรายอีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้เป็นการดึงเอาศักยภาพและอัตลักษณ์ของแต่ละสำนักมาแสดงให้ชาวเชียงราย เยาวชนรุ่นใหม่ และคนที่รักในการฟ้อนได้เห็น โดยมีการเชิญตัวแทนจาก 8 จังหวัดมาร่วมรับชมด้วย ในฐานะคนเชียงราย ผมรู้สึกภูมิใจมาก เพราะโดยปกติแล้ว
ผมมักจะทำงานอยู่เบื้องหลังเป็นหลัก แต่งานนี้ผมได้รับโอกาสสำคัญจากครูกล้วยให้ขึ้นไปแสดงบนเวที เพื่อถ่ายทอดศักยภาพการฟ้อนเมืองในแบบของผมเอง ในวันนั้นผมเลือกนำเสนอ "การฟ้อนเล็บ ฉบับครูบัวเรียว" การแสดงแบ่งออกเป็นช่วงๆ เริ่มจากการฟ้อนของนักเรียน อบจ. เชียงราย ต่อด้วยการฟ้อนเจิงของแต่ละสำนัก และปิดท้ายด้วยการฟ้อนรวมของศิลปินชาวเชียงรายทั้งหมด มันเป็นช่วงเวลาที่ว้าวและเก๋มากครับ นี่แหละคือเสน่ห์และอัตลักษณ์ของคนเชียงรายอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะฟ้อนมาด้วยรูปแบบไหน แต่พอทุกคนมารวมกัน มันกลับกลมกลืนและลงตัวได้อย่างน่าอัศจรรย์ ยิ่งย้ำความคิดผมว่า การฟ้อนที่แท้จริงมันไร้ขีดจำกัดและไม่มีรูปแบบตายตัว จนมาถึงงานสุดท้าย โครงการ ฟ้อนเมือง เมืองฟ้อน “Grammar of Lanna Living Bodies” หรือไวยากรณ์ของร่างกายที่มีชีวิตแห่งล้านนา จัดขึ้นที่โรงละครวิทยาลัยนาฏศิลป์ วันนี้คือวันที่ผมประทับใจที่สุด ถึงแม้ครั้งนี้ผมจะเปลี่ยนบทบาทมาสัมผัสการฟ้อนในฐานะ "คนดู" แต่กลับตื้นตันอย่างบอกไม่ถูก ผมได้เห็นภาพของเหล่าศิลปินตั้งแต่รุ่นยายไปจนถึงรุ่นหลาน ทุกคนร่ายรำท่าฟ้อนออกมาด้วยอัตลักษณ์เฉพาะตัวที่งดงาม เป็นการรวมตัวกันของศิลปินหลากหลายสำนัก รวมถึงศิลปินบางท่านที่ผมไม่เคยรู้จักและไม่เคยเห็นมาก่อน ก็ได้มาเห็นเป็นบุญตาในวันนี้ วันที่รวมจิตวิญญาณของศิลปินล้านนาไว้อย่างแท้จริง
ความตั้งใจของผมหลังจากนี้ ในฐานะครูนาฏศิลป์คนหนึ่ง ผมตั้งใจว่าจะนำเอาพลัง และแรงบันดาลใจ
ที่ได้จากโครงการนี้ ไปส่งต่อและขับเคลื่อนศิลปะการแสดงล้านนาต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง ผมจะไม่ได้สอนเด็ก ๆ
แค่เรื่อง "ท่าฟ้อนท่ารำ" แต่จะสอนให้เขารู้จัก "หัวใจและจิตวิญญาณ" ของการฟ้อน ให้เด็ก ๆ รู้ว่าเขาสามารถรักและภูมิใจในรากเหง้าของตัวเองได้ โดยไม่ต้องกลัวคำว่าผิดหรือถูก ให้เขาสร้างสรรค์การฟ้อนในแบบของเขาเอง เหมือนที่ผมได้เรียนรู้ว่า ฟ้อนเมืองคือการรักษาไว้จนไม่มีที่สิ้นสุด ผมจะขอใช้ทุกบทบาทที่มี ทั้งคนทำงานเบื้องหลัง ทั้งครูผู้สอน และคนฟ้อนเบื้องหน้า ร่วมสร้างพื้นที่ให้เยาวชนใหม่และคนรุ่นครูได้มาแลกเปลี่ยนกัน เพื่อให้ศิลปะการแสดงล้านนาของเรา ไม่เพียงแค่ "คงอยู่" แต่จะ "งดงาม สง่างาม และมีชีวิต" อยู่ในใจของคนเชียงรายและคนไทยทุกคนตลอดไปครับ
ขอขอบคุณโครงการ“ฟ้อนเมือง เมืองฟ้อน ร้อยเรียงศิลปะการแสดงล้านนา 8 จังหวัดภาคเหนือ” โดยความร่วมมือของคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย PKDC และ Greater Chiang Ma นี้จากใจจริงครับ ที่ทำให้ครูนาฏศิลป์เล็ก ๆ อย่างผม ได้เปิดโลก ได้เติมไฟ และได้รักในศิลปะการฟ้อนเมืองมากยิ่งขึ้นกว่าเดิมครับ