หัวข้อที่เกี่ยวข้อง

โครงการฟ้อนเมือง เมืองฟ้อน

ร้อยเรียงศิลปะการแสดงล้านนา 8 จังหวัดภาคเหนือ

Loading...
Fonmuang
กำลังโหลดข้อมูล... 0%
ฟ้อนเมือง เมืองฟ้อน

จากล่องน่านสู่ลานข่วง: บันทึกการเดินทางสะท้อนใจใน “ฟ้อนเมือง เมืองฟ้อน” โดย ฤทธิชัย แก้วใหม่

ถ้ามีใครมาบอกผมเมื่อปีก่อนว่า เราจะสามารถเปลี่ยนเมืองทั้งเมืองให้กลายเป็นข่วงรำขนาดใหญ่ที่ส่งเสียงคุยกับโลกยุคใหม่ได้ ผมคงได้แต่ยิ้มรับแบบแบ่งรับแบ่งสู้ แต่หลังจากที่ได้เอาตัวเองเข้าไปคลุกคลี ร่วมคิด ร่วมรำ และร่วมผลักดันในโครงการ **“ฟ้อนเมือง เมืองฟ้อน”** มาตั้งแต่ก้าวแรก จนถึงวันที่แสงไฟบนเวทีรอบสุดท้ายดับลง ผมพูดได้เต็มปากเลยครับว่า นี่คือการเดินทางทางวัฒนธรรมที่พิเศษและเปลี่ยนมุมมองของผมไปอย่างสิ้นเชิง 

ในฐานะคนทำงานศิลปะและคนรุ่นที่อยากเห็นรากเหง้าของบ้านเราขยับเขยื้อนไปข้างหน้า ผมอยากพาทุกคนย้อนกลับไปดูเส้นทางที่พวกเราลุยกันมาครับ 

จุดสตาร์ทความรู้และความทรงจำ: มหาจุฬาฯ น่าน ถึง โรงเรียนนารีรัตน์ แพร่

พวกเราเริ่มปักหมุดขับเคลื่อนและเปิดพื้นที่เรียนรู้ร่วมกันครั้งแรกที่ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตน่าน เฉลิมพระเกียรติฯ  บ้านเกิดของผมเองครับ บรรยากาศในวันแรกนั้นอบอุ่นและเปี่ยมไปด้วยคุณค่า เพราะเราได้รับเกียรติจาก แม่ครูสายเมืองน่าน หลายท่านที่กรุณามาร่วมนั่งล้อมวง ถ่ายทอดองค์ความรู้ ถอดรหัสท่วงท่า และบอกเล่าเรื่องราวสายธารวัฒนธรรมร่วมกับศิลปินและนักวิชาการอย่างเป็นกันเอง การได้ลงลึกเรียนรู้เรื่อง ฟ้อนล่องน่าน และอัตลักษณ์ของ ฟ้อนเมืองในจังหวัดน่าน จากต้นตำรับในวันนั้น เป็นก้าวแรกที่ทำให้อิ่มเอมใจและภาคภูมิใจอย่างที่สุด 

จากนั้นในครั้งที่สอง เราเดินทางต่อไปที่ โรงเรียนนารีรัตน์จังหวัดแพร่ ครั้งนั้นผมมีโอกาสได้ร่วมชมซอจาก ช่างซอแม่ครูลำดวน และได้ร่วมฟ้อนเคียงข้างกับ แม่ครูบัวตอง การได้ขยับร่างกายไปพร้อมกับครูช่างฟ้อนอาวุโสที่มีลมหายใจเป็นศิลปะพื้นบ้าน มันทำให้ผมเข้าใจคำว่า ฟ้อนเมือง ลึกซึ้งขึ้น มันไม่ใช่แค่การขยับมือขยับไม้ตามจังหวะ แต่เป็นการส่งต่อความรู้สึกและสัจจะของคนรุ่นก่อนผ่านเนื้อหนังและแววตา เป็นช่วงเวลาที่อบอุ่นและเปี่ยมพลังมากครับ 

ปะทะความคิดสร้างสรรค์: แรงบันดาลใจจาก เชียงใหม่ สู่ บทบาทหัวหน้าคณะเมืองน่าน

พอเข้าสู่การเดินทางครั้งที่สาม โครงการพากระโดดข้ามไปเปิดหูเปิดตาที่ จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อชมงานแสดงของ อาจารย์พิเชษฐ กลั่นชื่น ศิลปินศิลปาธรสาขาศิลปะการแสดง เป็นการชมที่เปิดโลกและทลายกรอบเดิม ๆ อย่างสิ้นเชิง การได้เห็นศิลปะร่วมสมัยขั้นครูทำให้พวกเรากลับมาตั้งคำถามว่า ฟ้อนเมืองของเราจะแสดงพลังและก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมไปสู่ระดับสากลได้อย่างไร 

และแรงบันดาลใจนั้นก็ส่งผลทันทีในการเดินทางครั้งที่สี่ครับ ครั้งนี้ผมได้รับเกียรติและรับหน้าที่เป็น หัวหน้าคณะของจังหวัดน่าน นำทีมเครือข่ายนักเรียนลูกหลานเมืองน่าน มาร่วมแสดงพลังในชุด "ฟ้อนล่องน่าน" ภาพเด็ก ๆ ตั้งใจซ้อม แววตาของมิตรสหายในทีม และภาพสายน้ำน่านที่สะท้อนผ่านท่วงท่ารำในวันนั้น เป็นความภาคภูมิใจที่สุดในฐานะคนน่านที่ได้พาวัฒนธรรมบ้านเกิดมาส่งเสียงอวดสายตาผู้คน 

เมื่อก่อน พูดกันตามตรงเลยครับว่า ปกติพวกเราคนทำงานสายฟ้อนมักจะเจอกันเฉพาะในเวทีการแข่งขันประกวดประชัน มีเส้นแบ่งของคำว่าแพ้ชนะและสังกัดจังหวัดอยู่เสมอ แต่ในโครงการนี้ มันไม่มีกำแพงนั้นอีกต่อไป ทุกคนจากทั้ง 8 จังหวัดภาคเหนือ มาร่วมมือร่วมใจกัน ถักทอมิตรภาพที่แท้จริง เป็นภาพที่ผมไม่เคยคิดว่าจะได้เห็นในอุตสาหกรรมสายวัฒนธรรมบ้านเรามาก่อนเลย 

แตกแขนงความงดงาม: ล่วงข่วงฟ้อนที่ลำปาง และบทสรุปที่เชียงใหม่

หลังจากนั้น กระแสธารวัฒนธรรมก็พาเราไหลเวียนไปสัมผัสเสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์ในแต่ละพื้นที่ โดยเราได้ไปร่วมกิจกรรม "ล่วงข่วงฟ้อน" ร่วมกับช่างฟ้อนทั้ง 8 จังหวัด ที่จังหวัดลำปาง บรรยากาศร่มรื่น ณ ลานกว้างขวางที่มีต้นไม้ใหญ่แผ่กิ่งก้านเปิดรับชุมชน ทำให้เห็นภาพความผูกพันอันเรียบง่ายและทรงพลังของคนลำปางกับศิลปะพื้นบ้าน เป็นความอบอุ่นและเป็นกันเองท่ามกลางธรรมชาติอย่างแท้จริง 

ก่อนที่ปลายทางของโครงการจะมาขมวดปมอย่างยิ่งใหญ่และงดงามเป็นครั้งสุดท้ายใน จังหวัดเชียงใหม่ พวกเราได้ไปร่วมพิธีปิดและเข้าชมการแสดงสร้างสรรค์อันน่าทึ่ง ณ โรงละครวิทยาลัยนาฏศิลปเชียงใหม่ วินาทีประวัติศาสตร์ที่ผมจะไม่มีวันลืมคือ บนเวทีโรงละครนั้นมีแม่ครู พ่อครู ศิลปินชั้นครูจากทั้ง 8 จังหวัด มาร่วมยืนและร่ายรำเคียงบ่าเคียงไหล่พร้อม ๆ กัน ภาพแสงไฟที่ส่องกระทบประกายตาและท่วงท่าอันเปี่ยมด้วยจิตวิญญาณของครูแต่ละท่าน มันทรงพลัง กระทบใจ และงดงามมากจนทำให้ผมน้ำตาไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว มันตื้นตันใจอย่างบอกไม่ถูกครับ 

และยิ่งไปกว่านั้น ในช่วงท้ายเรายังได้จัด "ล่วงข่วงฟ้อน" กันในโรงละครวิทยาลัยนาฏศิลปเชียงใหม่** เปลี่ยนพื้นที่ตรงนั้นให้กลายเป็นลานวัฒนธรรมในร่ม ศิลปินรุ่นใหญ่ รุ่นเล็ก ครูบาอาจารย์ ชุมชน และคนดู ออกมาล้อมวงร่ายรำส่งต่อพลังใจให้แก่กันอย่างใกล้ชิดและอบอุ่น ลบภาพความห่างเหินของโรงละครแบบเดิม ๆ ไปจนหมดสิ้น 

 


 ฝันส่งท้าย... ความคาดหวังในวันข้างหน้า

สิ่งที่ผมได้รับจากโครงการนี้ไม่ใช่แค่เสียงปรบมือหรือความสนุกสนานชั่วคราว แต่คือ "มิตรภาพอันยิ่งใหญ่" และ "ความหวัง" 

ในอนาคต ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าพลังที่พวกเราจุดติดร่วมกันตั้งแต่ มหาจุฬาฯ น่าน, นารีรัตน์ แพร่, ลำปาง จนถึงเชียงใหม่ จะไม่มอดดับไปพร้อมกับวันปิดโครงการ ผมอยากเห็นการรวมตัวแบบจับมือร่วมใจกันของทั้ง 8 จังหวัดแบบนี้เกิดขึ้นเรื่อย ๆ อยากเห็นพื้นที่ข่วงฟ้อนกลายเป็นพื้นที่สาธารณะถาวรที่ลูกหลานของเราจะสามารถเดินเข้ามาเรียนรู้ ทดลอง และสืบสานฟ้อนล่องน่าน รวมถึงฟ้อนเมืองสายอื่น ๆ ได้อย่างภาคภูมิใจ 

ขอบคุณเครือข่าย พ่อครู แม่ครู มิตรสหาย และทีมงานทุกคนที่ร่วมเดินทางและเหนื่อยมาด้วยกันครับ แล้วเจอกันใหม่บนข่วงฟ้อนครั้งต่อไป!

 

โดย
ฤทธิชัย แก้วใหม่  
ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนสามัคคีวิทยาคารเทศบาลเมืองน่าน(บ้านพระเนตร)