การเกิดและเติบโตมาในจังหวัดเชียงใหม่ เกือบ 40 ปีที่ได้ใช้ชีวิต ทั้งวัยเยาว์ วัยรุ่น วัยทำงาน ไปจนถึงวัยที่มีครอบครัว มุมมองของการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป ส่งผลให้การมองภาพของเมืองและวัฒนธรรมนั้นเปลี่ยนแปลงตามเช่นกัน
ในวันที่เราไม่รู้ว่าวัฒนธรรมคืออะไร รู้เพียงว่าในโรงเรียนมีวิชานาฎศิลป์ ก็ไปฟ้อนรำตามประสา และด้วยความตั้งใจเรียนซึ่งปกติวิถีของเด็กผู้หญิง จึงได้รับคัดเลือกให้เป็นนางรำไปแสดงในงานโรงเรียน และได้แสดงเรื่อยมาราว 4 - 5 ปี ทำเพราะสนุก ทำเพราะได้ไปเจอเพื่อน และทำเพราะได้คะแนนพิเศษจากคุณครู หากแต่เมื่อจบการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นแล้วนั้น ได้เปลี่ยนโรงเรียนซึ่งเน้นไปที่การเรียนเชิงวิชาการอย่างเข้มงวด เพื่อเตรียมตัวสำหรับการสอบครั้งใหญ่ในระดับมหาวิทยาลัยที่รอเราอยู่ ชีวิตจึงได้ละทิ้งวิชานาฎศิลป์ไปโดยสิ้นเชิงนับแต่นั้นมา
กาลเวลาผ่านล่วงเลย ได้ไปเล่าเรียนยังต่างประเทศ จนได้กลับมาทำงานที่จังหวัดเชียงใหม่ ก่อร่างสร้างตัว เติบใหญ่มีครอบครัว จนกระทั่งหน้าที่การงาน กับเพื่อนรุ่นพี่สุดที่รัก อาจารย์อรช บุญ-หลง Greater Chiang Mai ที่ได้ร่วมขับเคลื่อนโครงการร่วมกับคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ PKDC ของพี่พิเชษฐ กลั่นชื่น และเทวาคงได้จัดสรรให้ได้มาเข้าร่วมโครงการฟ้อนเมือง เมืองฟ้อน มาด้วยความไม่รู้ ไม่รู้ว่าตนเองจะได้พบเจออะไร และไม่รู้ว่าจะทำตนอย่างไรให้มีประโยชน์กับโครงการมากที่สุด
มีโอกาสได้ไปร่วมสัมภาษณ์พ่อครูแม่ครู เข้าร่วมพิธี “ไหว้ผี ไหว้ฟ้า บูชาครู” ณ เฮือนเจียงลือ จังหวัดเชียงใหม่ ได้เห็นการแสดงจากหลากหลายศาสตร์ที่มิได้จำกัดเพศ มิได้จำกัดวัย ทำให้หวนระลึกถึง เด็กหญิงตัวเล็ก ในวันนั้น ที่ยังคงอยู่ เธอซ่อนตัวอยู่ด้านในจิตใจของฉันมาตลอด ไม่เคยหายไปไหนเลย วันนี้จึงขอมาเล่าเรื่อง ผ่านมุมมองของเด็กน้อยคนนั้น ที่ถูกปลุกขึ้นมาอีกครั้ง
ที่เปรียบมุมมองเป็นเด็กเพราะการได้ร่วมเดินทางไปกับฟ้อนเมือง เมืองฟ้อน นั้นน่าตื่นตาตื่นใจ เหมือนเด็กได้เปิดโลก ไปพบเจอในสิ่งที่กาลเวลาเท่านั้นที่เป็นผู้บันทึก วินาทีที่เห็นแม่ครูบัวเรียวฟ้อนสาวไหมและร้องเพลงประกอบนั้น ยังคงประทับใจมิรู้ลืม ช่างเป็นบุญที่ได้เห็นกับตา รู้สึกถึงการได้สัมผัสคุณค่าทางศิลปะที่มิอาจจะตีความได้ การบันทึกเรื่องราวเหล่านี้จึงเป็นเสมือนขุมทรัพย์ของชนรุ่นหลัง ให้ได้มีห้องสมุดแบบเคลื่อนที่ได้ (เว็บไซต์) เห็นทั้งภาพ เสียง และเปิดจากแห่งไหนบนโลกก็ได้ เป็นคลังแสงแห่งการเรียนรู้ ค้นคว้า ศึกษา และสืบสานต่อ
อีกบริบทที่ตนได้เรียนรู้จากการเข้าร่วมโครงการครั้งนี้ คือ ความสัมพันธ์ของครูกับศิษย์ ที่แน่นเฟ้นยิ่งกว่าการเป็นครอบครัว เป็นความผูกพันธ์ที่ไม่ยึดติดกันทางสายเลือด แน่นอนว่าครูนั้นเลือกศิษย์ แต่ศิษย์ก็ต้องอยู่กับครูเช่นกัน มากกว่าการฝากเนื้อฝากตัวเพื่ออุทิศเวลาในการมาฝึกซ้อมทุกวันแล้วนั้น จิตใจยังต้องมีความรักและความเคารพในตัวครู มุ่งมั่นและแน่วแน่ในสายทางที่เลือก เพราะต้องยอมรับว่าประเทศเรามุ่งเน้นให้เด็กเรียนหนังสือเป็นหลัก การทำกิจกรรมเสริมอื่น ๆ นั้นหากกระทบกับการเรียน ทางบ้านจะไม่สนับสนุนเท่าไรนัก และงานทางด้านศิลปะ การเต้น การฟ้อน ยังถูกมองว่าเป็นงานที่ไม่มีความแน่นอน ศิษย์จึงต้องบากบั่นและฝ่าฟันอุปสรรคพอสมควร กว่าจะได้รับการยอมรับจากทั้งครูและครอบครัวของตนเอง รูปแบบของครู-ศิษย์ นอกจากการถ่ายทอดเทคนิควิชาแล้ว ยังรวมไปถึงการได้ใช้ชีวิตด้วยกัน กินข้าว อาบน้ำ ออกกำลังกาย การเจ็บป่วย การเดินทางไปแสดงยังาถานที่ต่าง ๆ ด้วยกัน ผ่านสถานการณ์ที่ทั้งทุกข์และสุข มีคู่ครอง แต่งงาน หย่าร้าง อกหัก ผ่านวิกฤตเศรษฐกิจ อุทกภัย แผ่นดินไหว จนกระทั่งในช่วงเวลาที่ครูนั้นแก่ชรา ก็ได้ลูกศิษย์ที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาดูแลทุกชั่วโมงไป ช่างเป็นความรักความอบอุ่นที่แน่นแฟ้นเหลือเกิน
บริบทถัดมาที่อยากเล่าถึง คืออีกมุมหนึ่งของการเป็นพ่อครูแม่ครู มุมของการหาเลี้ยงชีพ แน่นอนด้วยความเป็นครู ทักษะที่ติดตัวคือการสอน หากแต่ลำพังพึ่งพิงเพียงการสอนนั้น อาจไม่สามารถดูแลคนในครอบครัวได้อย่างเพียงพอ จึงจะเห็นได้ว่าพ่อครูแม่ครูในหลาย ๆ แห่ง ที่ไม่ได้ประกอบอาชีพข้าราชการครู จะมีอีกอาชีพเพื่อยังชีพ ดังเช่น แม่ครูบัวเรียว ที่อาศัยอาชีพแม่ค้า ขายแคปหมูในตลาดตอนเช้าเพื่อหาเลี้ยงดูบุตร แม่ครูเล่าให้ฟังว่าที่บ้านจะมีคนงานมาช่วยกันตากหนังหมู ทอด ใส่ถุง และจะนำไปขายเองในทุกวันตอนเช้า ซึ่งขายดีมาก จนแม่ครูไม่ยอมบอกใครเพราะกลัวคนอื่นจะทราบว่าอาชีพนี้ทำเงินและมาขายแข่ง ในทุกวันแม่ครูจะเอาเงินที่ขายแคปหมูได้ใส่ในผ้าซิ่น (กลัดไว้รอบเอว) กลับมาบ้าน บางครั้งเงินก็เต็มผ้าถุงเลยทีเดียว ทำแบบนี้เรื่อยมาจนกระทั่งส่งลูกเรียนจบการศึกษา นอกจากนี้ยังได้เห็นอาชีพอื่น ๆ เช่น Event Organizer ขายเสื้อผ้า เช่าชุด เป็นต้น
บริบทสุดท้าย คือ อยากขอบคุณคณะผู้ริเริ่มโครงการฟ้อนเมือง เมืองฟ้อน คณะทำงานในกิจกรรมที่เกี่ยวข้องทั้งหมด คณะพ่อครูแม่ครู คณะลูกศิษย์ องค์กรภาครัฐ ภาคเอกชน ที่มีส่วนในการรังสรรค์โครงการนี้ เชื่อว่าผู้ที่ได้เข้าร่วมกิจกรรม การเสวนา หรือชมการแสดงนั้นได้ประจักษ์ผลลัพธ์ของโครงการนี้แล้วทั้งสิ้น
ในยุคสมัยที่ข้อมูลนั้นล้นเหลือ
ความจริง เป็นสิ่งที่หายากที่สุด
ความเป็นมนุษย์นั้นคือความจริง
และนั่นคือสิ่งที่หาอะไรมาแทนมิได้