ในฐานะศิลปินช่างซออาวุโสคนหนึ่งที่ใช้ชีวิตอยู่กับท่วงทำนอง บทกลอน และจังหวะก้าวเดินของศิลปะเมืองแพร่มาค่อนชีวิต ยอมรับว่าในคราแรกที่ได้ยินชื่อโครงการฟ้อนเมือง เมืองฟ้อน ที่มีศิลปินร่วมสมัยอย่างคุณพิเชษฐ กลั่นชื่น เข้ามาเป็นผู้กำกับ ข้าเจ้าแอบตั้งคำถามไว้ในใจว่า โครงการนี้จะเข้ามาจัดระเบียบ หรือ ตีกรอบ ให้ศิลปะท้องถิ่นของเราต้องกลายเป็นแบบแผนเดียวกันตามความคุ้นชินของส่วนกลางหรือไม่ ทว่าเมื่อกาลเวลาและกระบวนการทำงานได้เริ่มต้นขึ้น ความคลางแคลงใจเหล่านั้นกลับมลายหายไปจนสิ้น เหลือทิ้งไว้เพียงความปีติยินดีและความชื่นชมอย่างหาที่สุดไม่ได้
ความประทับใจแรกที่ข้าเจ้าและครูบาอาจารย์ในพื้นที่สัมผัสได้ คือความอ่อนน้อมถ่อมตนของคุณพิเชษฐที่เริ่มต้นจากการไม่รู้ ท่านไม่ได้เดินเข้ามาในพื้นที่เมืองแพร่ด้วยสวมหมวกของผู้เชี่ยวชาญที่ถือวิสาสะมาชี้นิ้วสั่งว่าสิ่งใดถูกหรือผิด แต่ท่านเข้ามาในฐานะผู้เรียน ที่ยอมสลัดกรอบนาฏศิลป์หรือหัวโขนของตนเองทิ้งไป เพื่อเปิดใจรับฟัง สังเกต และตั้งคำถาม กระบวนการที่เปลี่ยนจากการมานั่งจำท่าฟ้อน ไปสู่การทำความเข้าใจระบบของการฟ้อน ทำให้แม่ครูได้เห็นมิติใหม่ของสิ่งที่ตนเองทำมาทั้งชีวิต การตั้งคำถามว่าทำไมร่างกายจึงเคลื่อนไหวเช่นนี้ ทำให้เราตระหนักได้ว่า ร่างกายของช่างฟ้อนและจังหวะของช่างซอ ไม่ได้เป็นแค่เครื่องมือสร้างความบันเทิง แต่คือ คลังความรู้ที่มีชีวิต ที่เก็บบันทึกประวัติศาสตร์ ความเชื่อ ธรรมชาติ และวิถีชีวิตของบรรพชนเอาไว้
สิ่งที่ทำให้ข้าเจ้ารู้สึกตื้นตันใจที่สุด คือการที่โครงการนี้มอบพื้นที่และให้เกียรติกับ ไวยากรณ์ ที่แตกต่างกันของแต่ละจังหวัดอย่างแท้จริง การนำศิลปินทั้ง 8 จังหวัดมาอยู่ร่วมกัน ไม่ใช่เพื่อหลอมรวมให้กลายเป็นฟ้อนล้านนามาตรฐานเดียวที่ไร้ราก แต่เป็นการนำความงามมาวางเคียงข้างกัน เพื่อให้เห็นว่าน่านมีความโดดเด่นเรื่องสมดุลน้ำหนัก ในขณะที่ เมืองแพร่ของเรานั้นมีอัตลักษณ์ที่ชัดเจนในเรื่องการจัดพื้นที่ ความแตกต่างเหล่านี้ไม่ใช่ปัญหาที่ต้องถูกตัดทอน แต่เป็นความงามที่บอกเล่าภูมิศาสตร์และจิตวิญญาณของเรา การที่คุณพิเชษฐเน้นย้ำว่าเราไม่จำเป็นต้องทำให้เหมือนกัน ทำให้ศิลปินท้องถิ่นอย่างพวกเราเกิดความภาคภูมิใจในรากเหง้าของตนเองอย่างลึกซึ้ง
ข้าเจ้าเห็นด้วยอย่างยิ่งกับแนวคิดที่ว่า วัฒนธรรมไม่ได้เติบโตด้วยการต่อยอด ที่มุ่งพามันขึ้นไปในเส้นทางเดียว แต่คือการสร้างเงื่อนไขให้ความรู้ได้แตกเมล็ดพันธุ์ เหมือนต้นไม้ที่ปล่อยให้เมล็ดปลิวไปตกในดินผืนใหม่ พบเจอกับคนรุ่นใหม่ และเติบโตในรูปทรงของมันเอง โครงการนี้ไม่ได้พยายามสตัฟฟ์ศิลปะล้านนาให้อยู่ในตู้กระจกเพื่อรอการอนุรักษ์ แต่ได้เปลี่ยนพื้นที่เวทีให้กลายเป็นห้องทดลองทางความรู้ที่พิสูจน์ให้เห็นว่า รากเหง้าของเราสามารถเดินทางไปสู่อนาคตได้ ร่างกายและจิตวิญญาณของล้านนายังคงมีลมหายใจ
ด้วยความรักและความปรารถนาดีต่อศิลปวัฒนธรรม ข้าเจ้าจึงอยากขอฝากข้อเสนอแนะบางประการ เพื่อให้เมล็ดพันธุ์จากโครงการนี้ได้งอกงามอย่างยั่งยืนในอนาคต
ประการแรก การขยายผลสู่พื้นที่การศึกษาของเยาวชนท้องถิ่น: ข้าเจ้าอยากเห็นองค์ความรู้เรื่อง ไวยากรณ์ของร่างกาย นี้ ได้นำไปปรับใช้ในหลักสูตรท้องถิ่นของโรงเรียนในแต่ละจังหวัด แทนที่เด็กๆ จะได้รับการสอนให้ท่องจำท่ารำเพียงอย่างเดียว หากพวกเขาได้เรียนรู้ว่าทำไมคนแพร่จึงฟ้อนด้วยการจัดพื้นที่แบบนี้ ทำไมคนแม่ฮ่องสอนจึงมีพลังจากการต่อสู้ พวกเขาจะเกิดความเข้าใจและผูกพันกับรากเหง้าของตนเองอย่างแท้จริง
ประการที่สอง การสร้างข่วงแห่งการแลกเปลี่ยนอย่างต่อเนื่อง: โครงการนี้ทำให้เกิดเครือข่ายศิลปินล้านนาทั้ง 8 จังหวัดที่แน่นแฟ้น แม่ครูหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะมีการจัดกิจกรรมในลักษณะนี้หมุนเวียนไปตามจังหวัดต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่การจัดแสดง แต่เป็นพื้นที่เสวนา พื้นที่ทดลองของศิลปินต่างรุ่น เพื่อให้ คำถามใหม่ และ สังคมใหม่ ได้เข้ามาปะทะสังสรรค์กับภูมิปัญญาดั้งเดิมอยู่เสมอ
ประการสุดท้าย การเชื่อมโยงไวยากรณ์ร่างกายเข้ากับไวยากรณ์ของเสียง: ในฐานะช่างซอ ข้าเจ้ามองเห็นว่าท่วงท่าและการจัดพื้นที่นั้น เคลื่อนไหวไปพร้อมกับจังหวะและท่วงทำนองของดนตรี ในโครงการครั้งต่อไป หากมีการเจาะลึกถึงความสัมพันธ์ระหว่าง ระบบการเคลื่อนไหว กับ ระบบของเสียงและคีตศิลป์ จะยิ่งทำให้การถอดรหัสภูมิปัญญาล้านนามีความสมบูรณ์และลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น
สุดท้ายนี้ ข้าเจ้าขอขอบพระคุณคณะผู้จัดงาน คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คณะอักษรศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย Greater Chiang Mai PKDC และทีมงานทุกท่าน โดยเฉพาะคุณพิเชษฐ กลั่นชื่น ที่ได้เข้ามาจุดประกายและปลุกชีวิตชีวาให้กับศิลปะล้านนา โครงการฟ้อนเมือง เมืองฟ้อน จะไม่ใช่เพียงผลงานศิลปะที่ผ่านมาแล้วผ่านไป แต่คือประวัติศาสตร์หน้าใหม่ที่พิสูจน์ให้เห็นว่า ความรู้และภูมิปัญญาของบรรพชนนั้นพร้อมเสมอที่จะเบ่งบานและเติบโตสู่อนาคตด้วยตัวของมันเอง
ลำดวนข้าเจ้าเข้าร่วมโครงการฯ เฮามาสืบสานประเพณีพื้นบ้าน
ได้มาขับซอโรงละครครั้งนั้น ลำดวนแม่ชั้นปีติยินดี
นับว่าเป็นเกียรติแล้วยังศักดิ์ศรี มาผ่อของดีวิดวิดเต้นเต้น
ทึงซอทึงเพลงหม้วนเหล้นซ้าวซ้าว ฯ
งานอันนี้แหละเป็นงานพิเศษ อาจารย์พิเชษฐจัดทำโครงการ
ได้มาขับขานเป็นเพลงพื้นบ้าน ข้าเจ้าลำดวนมาซอล่องน่าน
ช่วยกันสืบสานด้านวัฒนธรรม “ฟ้อนเมือง เมืองฟ้อน” โครงการแน่นหนำ
ฝีมือพ่อหนานตีกลองสิ้งหม้อง ไปผ่อไปมองหยังมาหม้วนล้ำ ฯ
นับว่าเป็นบุญและวาสนา ข้าเจ้าได้มาเวทีที่นี่
เพราะเป็นเวทีทรงเกียรติครั้งนี่ แสดงเต็มที่ทึงฟ้อนทึงซอ
สิบตอกมัดบ่เท่าเชือกปอ คำเพิงคำพอหนอตัวพี่อ้าย
ได้ซอบรรยายหื้อนายพี่น้อง ฯ
แม่ครูลำดวน สุวรรณภูคำ ผู้ประพันธ์