หัวข้อที่เกี่ยวข้อง

โครงการฟ้อนเมือง เมืองฟ้อน

ร้อยเรียงศิลปะการแสดงล้านนา 8 จังหวัดภาคเหนือ

Loading...
Fonmuang
กำลังโหลดข้อมูล... 0%
ฟ้อนเมือง เมืองฟ้อน

"ฟ้อนเมือง เมืองฟ้อน มากกว่า ฟ้อนเมือง" เริ่งร่อนวาดลีลา ข้ามกาลเวลาล้านนา โดย ครูคมสันต์ ขันทะสอน

บทความ “ ฟ้อนเมือง เมืองฟ้อน มากกว่า ฟ้อนเมือง”
เริ่งร่อนวาดลีลา ข้ามกาลเวลาล้านนา
                                                                         

        น่านเมืองท่ามกลางหุบเขา สั่งสมความเป็นตัวตนมาเกือบร้อยปี นับแต่เรื่องเล่าตำนานล่องน่านย้ายเมือง ทำให้เกิดคีตศิลป์และนาฏศิลป์ถิ่นเมืองน่าน  กาลเวลาล่วงผ่านงานศิลป์ที่ประดิษฐ์คิดค้นจากภูมิปัญญาของบรรพชนคนน่านเอง และแลกเปลี่ยนเรียนรู้นำเข้ามาปรับใช้จากเมืองรอบข้างมาโดยตลอด จนสร้างตัวตนให้เป็นอัตลักษณ์และเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่มีความงามเป็นเอกอุอยู่ไม่น้อย   ทั้งนี้ส่งผลให้คนน่านในรุ่นหนึ่งมีความภาคภูมิใจและเกิดค่านิยมศิลปะการแสดงน่านคือหนึ่งในแผ่นดิน ทำให้เกิดการยึดติดและเข้าใจว่า น่าน คือน่าน ไม่ได้เรียนรู้หรือลอกเลียนหรือรับองค์ความรู้จากที่ใดมา ซึ่งแนวคิดแบบนี้เป็นอันตรายอย่างยิ่ง เพราะศิลปะการแสดง การฟ้อนรำ ดนตรีนั้นไม่อาจเกิดขึ้นได้ด้วยภูมิปัญญาคนน่านเท่านั้น  ฟ้อนรำดนตรีจะสวยงามเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง ต้องหยิบยืมแล้วนำมาปรับ พัฒนา จนตกผลึกเป็นองค์ความรู้ที่ชัดเจน ในบางครั้งการปิดกั้นและความเคยชินในรูปแบบการแสดง การฟ้อนของคนน่าน ทำให้ในบางครั้งคนน่านเองก็อาจไม่เข้าใจหรือรู้จักตัวตนอย่างแท้จริง 


ภาพ เจ้ามหาพรหมสุรธาดา เจ้าผู้ครองนครน่านองค์สุดท้ายและเจ้านายบุตรหลานฟ้อนลายงามงานขึ้นพระธาตุเขาน้อย

      จนกระทั่งโครงการฟ้อนเมือง เมืองฟ้อน ร้อยเรียงศิลปะการแสดงล้านนา 8 จังหวัดภาคเหนือ โดยคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย PKDC Greater Chiang Mai ถือกำเนิดขึ้น โดยอาจารย์พิเชษฐ กลั่นชื่น ผู้ก่อตั้ง PKDC ศิลปินศิลปาธร สาขาศิลปะการแสดง และศิลปินรางวัลฟูกูโอกะคนล่าสุด และอาจารย์อรช บุญ-หลง Greater Chiang Mai ได้ขับเคลื่อนโครงการนี้ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2569 ข้าพเจ้าได้รับบทบาทหน้าที่ผู้ประสานงานของจังหวัดน่าน ได้ร่วมงานตั้งแต่การเสนอชื่อครูภูมิปัญญาศิลปะการฟ้อนพื้นเมืองน่าน และร่วมวางแผนการเก็บข้อมูลการฟ้อนของเมืองน่าน ได้เห็นความความมุ่งมั่นของอาจารย์พิเชษฐ และอาจารย์อรช พร้อมทีมงานที่ดั้นด้นมาเยือนถิ่นหุบเขาดอยภูคา ทุกคนทุ่มเททำงานอย่างจริงจัง  แม้จะมืดค่ำเลยเวลาอาหารเย็น แต่ทุกอย่างไม่เป็นอาจอุปสรรคต่อการเก็บภาพและสัมภาษณ์ ความสนใจใฝ่รู้ การสืบค้นข้อมูล ด้วยความสนใจทำให้เกิดความประทับใจ และบวกด้วยความไม่ถือตนว่ามีความรู้ความสามารถแม้จะมีชื่อเสียง มีรางวัลต่างๆเป็นเครื่องการันตี อาจารย์พิเชษฐพยายามเข้าถึงศิลปะการแสดงพื้นบ้านน่านอย่างจริงใจ และยิ่งได้สัมผัสและเปลี่ยนความรู้ยิ่งทำให้กำแพงในใจของผู้ประสานได้ทะลายลง เกิดความเคารพและเชื่อมั่นในทีมงานของโครงการนี้มากยิ่งขึ้นว่าจะทำให้วงการฟ้อนน่านได้ขยับตัวไปในทิศทางเชิงบวก โดยเฉพาะการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติในพื้นที่จังหวัดน่าน  
 
                                                                  แม่ครูผู้รู้ชั้นเชิงฟ้อน ถ่ายทอดองค์ความรู่สู่รุ่นใหม่
  ในวันที่ 2 มิถุนายน 2569 ณ ห้องประชุมมหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย
เฉลิมพระเกียรติวิทยาเขตนครน่าน ได้เชิญคณะครูนักเรียนทั้งระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาทั่วจังหวัดน่านเข้าร่วมโครงการ ได้รับเสียงตอบรับที่ดี ทุกคนกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้ โดยช่วงเช้าเรียนรู้จากแม่ครูฟ้อนล่องน่านผู้เป็นตำนาน สู่ช่วงบ่ายคือการต่อยอด สิ่งที่น่าทึ่งและได้คำคมที่อาจารย์พิเชษฐได้ถอดบทเรียนให้ฟ้อนในน่าน คือ “ฟ้อนน่านมีความพิเศษตรงจุดสมดุลของร่างกาย และได้ให้แนวคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ มากมาย อาทิ แม่ท่าฟ้อน 1 ท่า การเชื่อมต่อไปอีกท่าหนึ่ง เพื่อเพิ่มมูลค่าให้มากขึ้น คือการเพิ่มเติมรายละเอียดท่าฟ้อนลงไปจะทำให้ท่าฟ้อนมีมิติที่มากขึ้น จะทำให้ท่าฟ้อนมีความสวยงามและมีวงท่าลีลาที่งดงามสร้างจุดสนใจมากขึ้น”  จากประเด็นนี้ทำให้เข้าใจและรู้จักตัวตนฟ้อนน่านมากขึ้นจากมุมมองคนนอกวัฒนธรรม ยิ่งทำให้ข้าพเจ้าหลงใหล ภูมิใจในฟ้อนน่านมากยิ่งขึ้น  จากงานพื้นบ้าน สืบค้น สืบสาน ต่อยอดด้วยกระบนการคิดบนพื้นฐานของเดิมที่ชัดเจน ที่เร้นลับก็ถูกดึงกลับมาให้ปรากฏ นับว่าน่าทึ่งในวิธีคิดของอาจารย์พิเชษฐมากทีเดียว       
          โครงการนี้มิได้จบเพียงแค่มาสืบค้นและผึกปฏิบัติเท่านั้น หลังจากนั้นได้สร้างพื้นที่สร้างประสบการณ์ใหม่ ๆ ให้ผู้ที่เข้าร่วมโครงการได้ไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในพื้นที่อื่นนอกจังหวัดน่าน เพื่อเปิดโลกทัศน์การฟ้อน อาทิ  เชียงราย เชียงใหม่ แพร่ ลำปาง ได้เห็นพัฒนาการ ความคืบหน้า ความเคลื่อนไหวและการขับเคลื่อนภายใต้โครงการอย่างต่อเนือง ทำให้ให้เกิดกระแสการติดตามโครงการ เพื่อได้จุดไฟแห่งการฟ้อนล้านนาและยังคงเติมเชื้อไฟอย่างสม่ำเสมอ ทั้งนี้โครงการดังกล่าวไม่ได้ทิ้งให้ผู้เข้าร่วมโครงการเคว้งคว้างหรือลำบากในเรื่องทุนทรัพย์ สิ่งที่โครงการคิดอย่างรอบด้านนั่นคือ การสนับสนุนงบประมาณต่างๆ เพื่อเอื้ออำนวยให้ผู้เข้าร่วมโครงการได้รับการดูแลและสะดวกสบายตลอดการไปเยือนตามจุดต่าง ๆ รอบล้านนาไทย โดยเฉพาะการสัญจรที่จัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม 2569 เวลา 16.00-20.00 น. ณ เฮือนเจียงลือ เวียงกุมกาม “ไหว้ผี ไหว้ฟ้า บูชาครู ฟ้อนเมืองเจียงใหม่” และช่วง 13.00-14.30 น. การแสดงร่วมสมัยที่นำโขนมาผสมกับ Chat GBT ของอาจารย์พิเชษฐ กลั่นชื่น ที่สร้างความปีติตื้นตันยินดีได้ชมการแสดงระดับโลก ประทับใจและเสียงถ้อยคำที่ย้องคอยกระซิบอยู่ข้างหูและก้องกังวานในหัวตลอดมาคือ วรรคทองที่ว่า  “แม้ครูจะไม่อยู่กับเราแล้ว แต่ลวดลายลีลาที่เราโลดแล่นเล่นอยู่นั้น นั่นก็คือครูกำลังแสดงอยู่นั่นเอง” ทำให้ข้าพเจ้าระลึกถึงครูทุกท่านที่เคยสอนมาตั้งแต่จำความได้จนถึงปัจจุบัน   และข้อคิดอีกประเด็น “คนที่รักเราแม้เราจะเป็นอย่างไร จะทุกข์จะสุขจะดีจะร้ายอย่างไร เขาก็ยังเฝ้ามอง รอคอยการกลับไปหาของเราอยู่เสมอ ไม่ว่าโลกนี้จะสาปแช่งเราอย่างไรก็ตาม” การเข้าชมการแสดงครั้งนี้ทำให้หัวใจพองฟูสะกิดจิตวิญญาณที่เคยเศร้าหมองได้ตื่นฟื้นถึงความรักครู รักครอบครัวขึ้นมาก การแสดงวันนั้นถึงวันนี้ภาพยังคงโลดแล่นในใจมิเสื่อมคลายหายไป การเข้าร่วมชมการแสดงยังสร้างโอกาสให้คนน่านที่อยู่กลางหุบเขาได้เปิดโลกทัศน์เปิดใจ นำมาสู่ความเข้าใจงานศิลปะร่วมสมัยมากขึ้น  

 

   22 สิงหาคม 2569 โครงการเดินทางมาถึงปลายทางแต่เป็นทางที่ยังต้องไปต่อ งานรวมพลคนฟ้อนที่ยังไม่มีโครงการใดในล้านนา 8 จังหวัดจัดทำขึ้นได้ แต่โครงการนี้ได้จัดการแสดง ฟ้อนเมือง เมืองฟ้อน “Grammar of Lanna Living Bodies” ไวยากรณ์ของร่างกายที่มีชีวิตแห่งล้านนา โดยช่างฟ้อนล้านนา 8 จังหวัด ที่อาจารย์พิเชษฐได้ถอดรหัสฟ้อน ซึ่งสรุปไว้ว่า  " ฟ้อนเมือง เมืองฟ้อน   คือ                                                                                                          
                                                                                                    ภาพ การอ่อนน้อมค้อมฟัง เพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ สู่งานคุณภาพ

         
        การเดินทางเข้าไปพบว่า ร่างกายของคนล้านนาไม่ใช่เพียงร่างกายที่ฟ้อนเป็น แต่เป็นร่างกายที่จำ เป็นร่างกายที่เชื่อ เป็นร่างกายที่ภาวนา เป็นร่างกายที่เล่าเรื่อง และเป็นร่างกายที่ยังเก็บประวัติศาสตร์ของชุมชนไว้ การเก็บข้อมูลครั้งนี้แต่เป็นการเก็บชีวิตของท่ารำ เพราะถ้าเก็บเพียงชื่อท่า เราจะได้พิพิธภัณฑ์ แต่ถ้าเก็บร่างกาย       ความทรงจำ เสียง และบริบททางสังคม เราจะได้ฟ้อนที่ยังมีชีวิต อยู่กับชีวิตของผู้คน  "  ฟ้อนแต่ละจังหวัดมี “ไวยากรณ์” ของตนเอง  แม้ว่าฟ้อนเมืองจะถูกเรียกรวมว่าเป็น “ฟ้อนล้านนา” แต่การศึกษาภาคสนามแสดงให้เห็นว่า แต่ละพื้นที่มีโครงสร้างการเคลื่อนไหว หรือ “ไวยากรณ์ของร่างกาย” ที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน จังหวัดหนึ่งอาจเน้นการจัดสมดุลของน้ำหนัก อีกจังหวัดเน้นการเชื่อมต่อของลมหายใจกับจังหวะดนตรี บางพื้นที่ให้ความสำคัญกับการใช้พื้นที่ ขณะที่บางแห่งรักษาร่องรอยของศิลปะการต่อสู้ไว้ในลีลาการฟ้อน เช่น 

       * น่าน → สมดุล น้ำหนัก

   * แพร่ → การจัดพื้นที่

  * ลำปาง → การเชื่อมแม่ท่า

  * เชียงใหม่ → ความละเอียดของมือ

  * แม่ฮ่องสอน → พลังจากการต่อสู้

  * เชียงราย → ความหลากหลายชาติพันธุ์


  ความแตกต่างเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงรูปแบบทางศิลปะ แต่สะท้อนภูมิประเทศ ประวัติศาสตร์ ความเชื่อ ภาษา และวิถีชีวิตของผู้คนในแต่ละพื้นที่  ดังนั้น สิ่งที่เรียกว่า “ฟ้อนล้านนา” จึงไม่ใช่รูปแบบเดียว หากแต่เป็นเครือข่ายของไวยากรณ์การเคลื่อนไหวที่หลากหลาย ซึ่งร่วมกันสร้างอัตลักษณ์ของภูมิภาค การศึกษาฟ้อนจึงไม่ควรตั้งคำถามว่า “ท่าที่ถูกต้องคืออะไร” แต่ควรถามว่า


      ภาพจังหวะและความสมดุลของร่างกายของเชิงน่านและพะเยา

 

     “ร่างกายแต่ละชุมชนสร้างความหมายผ่านการเคลื่อนไหวอย่างไร”ฟ้อนเมืองไม่ใช่มรดกที่รอการอนุรักษ์ แต่คือระบบความรู้ที่ต้องได้รับการใช้งานอย่างต่อเนื่อง
  จากบทสรุปของอาจารย์พิเชษฐที่เก็บข้อมูลตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนสิงหาคม จึงอาจกล่าวสรุปได้ว่า ฟ้อนล้านนาถูกถอดรหัสและจะเป็นฐานข้อมูลของฟ้อนล้านนาที่จะถูกส่งต่อไปถึงคนรุ่นต่อไป ชุดข้อมูลนี้จะเป็นทุนทางศิลปวัฒนธรรมที่สำคัญสามารถนำไปต่อยอดสร้างมูลค่าจากมรดกพื้นบ้านสู่มรดกชาติและมรดกโลกต่อไป รวมทั้งพื้นบ้านล้านนาก้าวสู่สากลในเวลาอันใกล้นี้ ความฝันจะเป็นจริง สิ่งที่คาดหวังจะกลายเป็นภาพเคลื่อนไหวบนเวทีโลกได้อย่างไม่เคอะเขิน

         การแสดงภายใต้โครงการฯ นับเป็นเรื่องราวสุดยอดของล้านนาประเทศ  นับตั้งแต่ประเทศไทยมีการส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมการแสดงพื้นบ้านล้านนามาทุกๆโครงการ  ขอยกให้เป็นโครงการนี้ดีเลิศ ที่เพราะสามารถรวมพลคนหุม (ชอบ) รักฟ้อนมาฟ้อนลงข่วงเพื่อเปี๊ยะ (อวด) ลวดลายลีลาที่งดงาม และโครงการดังกล่าวให้อะไรกับผู้ประสานงานจังหวัดน่านอย่างข้าพเจ้า คือ

  1. มิตร ได้มิตรภาพ จากคนทุกเพศทุกวัยที่เข้าร่วมโครงการครั้งนี้ ทั้งมิตรมิตรภาพเก่าคนที่คุ้นเคย มิตรภาพใหม่ที่เจอกันในงาน ไม่ต้องพูดอะไรมากความสัมพันธ์ก็เกิดขึ้นเพราะมีสารเคมีตรงกัน ตงกับสำนวนที่ว่า “มองตาก็รู้ใจ ”

   2. คิด ได้รับความรู้ได้รับแนวคิดเกิดมุมมองใหม่ใหม่ต่องานศิลปะ พลังความคิดถูกปลูกปลุกให้ตื่น มองเห็นงานศิลปะที่จะถูกเล่าเรื่องราวด้วยวิธีการใหม่ใหม่ ก็เกิดปัญญาที่งอกงาม ส่งผลให้คนหันมาสนใจฟ้อนเมืองมากยิ่งขึ้นตามมา

   3. จิต จิตใจที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจ จิตใจที่เปี่ยมไปด้วยความดีงาม ใจที่ทรงพลัง อาสารักหวงแหนในศิลปวัฒนธรรม ยกระดับจิตใจของผู้ร่วมงานให้สูงขึ้น รวมทั้งจิตใจของผู้ร่วมโครงการเกิดความรักสามัคคีกลมเกลียวในครอบครัวฟ้อนเมือง 8 จังหวัด 

   4. สุข ความปิติสุข สนุกสนานสร้างสายสัมพันธ์อันดี สุขที่ได้ลุกขึ้นฟ้อน สุขที่ได้เห็นผู้อื่นฟ้อน ความสุขที่เกิดจากความเป็นตัวตนบนแผ่นดินล้านนา ทำให้ต่ออายุของครูผู้ใหญ่ให้ยืนยาวขึ้นเพื่อเป็นต้นแบบและครูอาวุโสควรค่าของการเคารพและสืบทอด ฯลฯ
   
    กลมเกลียวกลมกล่อมล้อมวงสุข

 

          อื่นใดโครงการนี้จะไม่เกิดขึ้น ต้องขอขอบคุณผู้มีจิตอาสาและมองการณ์ไกลเห็นคุณค่าศิลปะการแสดงล้านนา คือ อาจารย์พิเชษฐ กลั่นชื่น ผู้มีผลงานรางวัลระดับโลกเป็นเครื่องยืนยันคนคุณภาพ และ อาจารย์อรช บุญ-หลง แม่นายผู้ทรงเสน่ห์ ทำให้โครงการนี้เกิดขึ้น กำลังเติบโต ออกดอกสลอน พร้อมทั้งได้เพาะพันธุ์เมล็ดลูกใหม่ใหม่เกิดขึ้นอีกมาย ในการนี้ทุกต้นจะงอกงามและเจริญเติบโตไปทั่วทุกมุมทุกพื้นแผ่นดินทุกถิ่นทุกทีใน 8จังหวัดภาคเหนือในเวลาอันใกล้นี้และยืนยาวต่อไป 

           มดงานฟ้อนเมือง เมืองฟ้อน ร้อยเรียงศิลปะการแสดงล้านนา 8 จังหวัดภาคเหนือ

ศิลปวัฒนธรรมด้านดนตรี การแสดง การแต่งกาย ที่เป็นเนื้อเดียวกันจะเป็นเรื่องของคนทุกคน ไม่ว่าจะภาคส่วนใดหากมีใจก็ควรเข้าไปมีส่วนร่วมการขับเคลื่อน ทั้งในด้านการอนุรักษ์การสืบทอดการฟื้นฟู การเผยแพร่การส่งเสริมตลอดจนการต่อยอด  ทุกคนต้องลุกขึ้นมาช่วยกันคิดช่วยกันทำคนละไม้คนละมือเพื่อมีส่วนร่วมให้เกิดความงดงาม  ฟ้อนล้านนาจะไม่เลือนหายไปดุจสายน้ำน่านที่ยังคงซื่อสัตย์ไหลหล่อเลี้ยงคนน่านอย่างสม่ำเสมอไม่มีวันเหือดแห้ง  สายธารแห่งศิลปะการแสดงฟ้อนรำเมืองน่านและล้านนาประเทศยังจะคงสืบสานและสานต่อฉันนั้น
  8 จังหวัด 8 ศิลปวัฒนธรรม 8 กลิ่นอายและความงาม จะเรืองรองส่องอร่ามตา ให้ผู้คนในผืนแผ่นดินล้านนาและสยามประเทศ ได้ชื่นชมความพิเศษแห่งนาฏยการ อันอลังการงานศิลป์แห่งแผ่นดิน  ชนจะได้ยินยลเชยชมรสแห่งลีลาแอ่นฟ้อนของครูผู้รักษา ยืนหัตถาส่งต่อช่อชูศิลป์สู่รุ่นต่อไป
                        งานฟ้อนเมือง เมืองฟ้อน เจิดจรัส      งามวิวัฒน์ ปิ่นล้านนา เพชรสยาม
                สถาพร ควรค่าเมือง เรืองเขตคาม                แอ่นฟ้อนงาม สวยสมนาม ข้ามเวลา
  

 


                                       

 

นายหนานพรหมนนท์ มหาวงศนันท์(ครูคมสันต์ ขันทะสอน) ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนปัว นครน่าน