นี่มัน ตีหนึ่ง สี่สีบสามนาที่แล้วนะ ผมตื่นมาทำไหมเนี้ย ผมคิด ผมลืมไปว่าผมนอนตั้งแต่ สองทุ่มกว่าสามทุ่ม ผมตื่นมาแล้วผมจะทำอะไรล่ะ ผมคิดถึงเรื่องหนึ่ง เมื่อบ่ายวันนี้ ผมเห็นข้อความจาก อ.อรช เขียนว่า ครูส่างคะ จะขอเชิญครูศิลปินและนักวิชาการสายฟ้อนเมืองทั้งหลายร่วมเขียนบทความถึงโครงการในทัศนะของแต่ละท่านที่ได้เข้าร่วมขับเคลื่อนและร่วมชมเพื่อนำมาลงเว็บไซต์ของโครงการ ขอส่งภายในวันที่ 31 สิงหาคมนี้ ผมมีเวลาแค่สามวัน ทำไมจะไม่อยากเขียนล่ะ เรื่องที่อยากเขียนมีมากมาย
เมื่อเริ่มต้นนั้น ครูปึ้งจากแม่ฮ่องสอนโทรหาผมบอกว่าให้มาร่วมงานแสดงที่แม่ฮ่องสอน และทางทีมงานจะของสัมภาษณ์ครูในฐานะของนักปราชญ์ด้านการฟ้อนนกกิ่งกะหร่าของเมืองแม่ฮ่องสอน (คนที่จะมาสัมภาษณ์ผมคือ อาจารย์ อรช) ก่อนถึงวันแสดงผมก็ขับรถโบรานของผมไปเมืองแม่ฮ่องสอน ถึงที่นั่นตอนเย็น ผมนั่งกินข้าวอยู่ที่ร้านกู๊ดเฟรน ร้านตามสั่งที่ผมเคยกินเป็นประจำตอนทำงานอยู่ที่แม่ฮ่องสอน เห็นทีมงานลงรถมาซึ่งเราไม่ได้นัดหมาย โอ้ยน้อ...ผมเห็นคนมาแม่ฮ่องสอนครั้งแรก กับการนั่งรถ เมาค่ะเมา หน้าคนเมารถน่ะ จินตนาการเอาก็แล้วกัน เราทักทายกันบางคนเรารู้จักกันอยู่แล้ว บางคนรู้จักในผลงานแต่ไม่เคยได้เจอหน้ากันก็มี เรากินมื้อเย็นและแนะนำตัวรู้จักคุยกัน ผมก็ต้อนรับในฐานะเป็นเจ้าบ้านเพราะเคยอยู่ที่นั่นและครั้งนี้ก็มาเป็นนักแสดงพื้นบ้านของแม่ฮ่องสอนอยู่แล้ว แต่ไม่ได้เป็นเจ้าภาพมื้อนั้นหรอกนะ ทีมงานและอาจารย์ที่มาไถ่ถามสืบสาวเรื่องราวชีวิตผม เย็นวันนั้นเราคุยกันเรื่องราวของผมเยอะแยะมากมาย ผมบอกอาจารย์เขาว่าถ้าพรุ่งนี้สัมภาษณ์ผมอีกก็เป็นไปตามที่ผมได้เล่าไปวันนี้แล้วนะ ปิดท้ายด้วยคำพูดตลกโปกฮาแล้วเราก็ร่ำลาแยกย้ายกันไปพัก
วันต่อมาเราไปแสดงที่โรงแรมหรูของเมืองแม่ฮ่องสอน มีพ่อครูแม่ครู และลูกศิษย์ทั้งที่รู้จักและไม่รู้จัก เราแสดงแลกเปลี่ยนกันสนุกสนาน อาจารย์เขาก็เรียกไปสัมภาษณ์พ่อครูแม่ครูทีละคนนานพอควร ส่วนผมนั้นเวลาหมดเสียก่อน เราเลยคุยกันว่าส่วนครูส่างค่อยไปสัมภาษณ์ที่เชียงใหม่ก็แล้วกันน้อ ตามนั้น
วันนั้นการแสดงของเรามีฟ้อนนกกิ่งกะหร่า ฟ้อนโต ฟ้อนไตแม่ฮ่องสอน ฟ้อนหม่องส่วยหยี่ ฟ้อนเจิงดาบจากพ่อครู และตอนบ่ายมีการแลกเปลี่ยนกับทีมงาน เราสนุกกันมาก และเป็นครั้งแรกของแม่ฮ่องสอนเรา เป็นการแสดงที่อิสระ เคลื่อนกายไปตามจังหวะ หาช่องว่างของกลุ่มและพร้อมเติมเต็มช่องว่างนั้น ทำยังไงก็ได้ ผมชอบครับ ผมเห็นทีมงานทำให้ดู นี่หรือที่ให้ทำ มันไม่ได้ยากอะไร แต่มันมีความหมายที่ว่าเติมช่องว่างให้ซึ่งกันและกัน และมองให้เห็นช่องว่างของกลุ่มหรือผู้อื่นเพื่อเติมเต็มนั้น ตามความเข้าใจผมนะครับ
หลังจากนั้นทีมงานก็ชวนผมไปร่วมงานอีกหลายที่ แต่ผมก็ไม่ได้ไปเพราะงานไม่ค่อยว่างตรงกัน จนมาถึงงานที่เชียงใหม่ มีอาจารย์พิเชษฐมาแสดงโขนในรูปแบบใหม่ เราแต่งตัวสวยงามมาจากทุกสาระทิศเพื่อมาดูการแสดงโขน และตอนเย็นจะต่อที่งานบ้านอาจารย์อีกท่านหนึ่ง
ช่วงกลางวันที่ผมไปดูอาจารย์พิเชษฐเล่นโขนเป็นตัวทศกันฑ์จีบนางสีดา คุยกับภิเภกซึ่งเป็น เอไอ นั่นเป็นครั้งแรกที่ผมเห็นศิลปินทำการแสดงแบบนั้น แรกๆผมไม่เข้าใจ แต่โชคดีผมเพิ่งเขียนเรื่องรามเกียรติ์ฉบับไทใหญ่จบไป ผมจำเรื่องของทศกันต์ตอนนั้นได้เลยสนุกกับการแสดงมากขึ้น อาจารย์แสดงได้ดีมาก ถึงเป็นมืออาชิพจริง นับถือๆ ทำให้ผมเอามาคิด มาจินตนาในการฟ้อนนกกิ่งกะหร่าของผม ถึงขั้นหาเพลงเพื่อมาประกอบการแสดงเรื่องกินรา กินรี ในงานฟ้อนเมืองครั้งต่อไปที่ลำปาง แต่ผมต้องหยุดไว้ก่อนเพราะนางกินรีศิษย์ใหม่ของผมเพิ่งหัดใหม่ และนางตื่นเต้นทุกงานที่ต้องขึ้นแสดงฟ้อนนกกิ่งกะหร่า
งานที่ลำปางสนุกมากเช่นกัน ทีมแสดงแต่ละสายไม่ว่าจะเป็นเชียงราย พะเยา ลำปาง น่าน แพร่ ลำพูน เชียงใหม่ ส่วนใหญ่ก็เป็นคนคุ้นเคยกัน และการแสดงก็เยอะถือว่าเรามาอวดวิชากันก็แล้วกัน ไม่มีใครยอมใครเลย การแสดงน่าจะมากกว่าสามสิบรายการ สนุกมากๆครับ แต่น่าเสียดายผมต้องขอตัวกลับเชียงใหม่ก่อนงานจบ เลยไม่ได้ชมการแสดงอีกหลายรายการ เราก็ร่ำลากันและบอกว่าจะเจอกันในงานรวมตัวปิดโครงการที่เชียงใหม่ และอาจารย์นัดผมว่าพรุ่งนี้ ทานข้าวด้วยกันที่เชียงใหม่นะครู ครับผม จากลาค่ะ วันต่อมาอาจารย์พิเชษฐและอาจารย์ชะนัดผมไปที่ร้านอาหาร ทานมื้อเที่ยงเราคุยกันไม่ใช่เรื่องงานเสียทีเดียว เป็นเรื่องทานข้าวด้วยกัน และอาจารย์พิเชษฐบอกว่าชอบเรื่องดนตรีที่เป็นกลองก้นยาว งานครั้งหน้าอยากได้กลองก้นยาวของผมเป็นตัวนำ และอยากมีโตสักยี่สิบตัวอยู่บนเวที แต่เรื่องจำนวนโตก็น่าหนักใจอยู่ อาจารย์ลงท้ายด้วยคำว่าเท่าที่หาได้
งานที่เชียงใหม่ น่าจะเป็นการแสดงที่ตื่นตาไม่น้อย เราจะมีกิจกรรมสองวันติดกัน วันแรก ตอนเช้าเป็นการเสวนา ตอนบ่ายเป็นการซ้อมการแสดงที่โรงละคร วิทยาลัยนาฏศิลป์เชียงใหม่ ได้แสดงในโรงละครเชียวนะ วันนั้นเราหาการแสดงที่ลงตัวอยู่หลายรอบ ส่วนบทของผมน่าจะมีสักสี่บทนะ บทที่ออกไปสวัสดี บทที่สอง ในภาพเงา บทที่สาม บทหาแสง บทที่สีก็ลงข่วง ผมชอบบทในเงาและหาแสงมาก บทในเงาคือเป็นบทที่มีความเป็นอิสระมาก เพราะเป็นบทที่เตรียมอุปกรณ์การแสดง ใครเตรียมอะไรก็ได้ เอานก เอาโตมาวางดูความเรียบร้อย ตรวจดูเครื่องดนตรี เดินไปมาในเงาแสงไฟสลัว เท่านั้น แต่มันแฝงความหมายไว้หลายอย่างสำหรับผม
และอีกบทหนึ่งคือ หาแสง หรือแสงหาเรา จะมีของพ่อครูแม่ครูมาทำท่าฟ้อนสำคัญของแต่ละคนจำนวนแปดท่า ซึ่งครูแต่ละคนมีท่ามากกว่าแปดท่าแน่นอน ดังนั้น ในการซ้อมแต่ละครั้งท่าไม่ซ้ำกันเลย
สี่ท่าแรก ไปยืนอยู่ที่มีแสง หลังจากนั้นแสงจะเคลื่อนที่ เราก็จะตามแสงนั้นไป ทำอีกสี่ท่า หลังจากนั้น แสงจะเคลื่อนไป เราไม่ต้องตามแสง และฟ้อนรำไปตามที่เราคิดออก และจะกลุ่มถัดมาจะออกมาแทนที่ฉากของเรา กลุ่มพ่อครูแม่ครูของเราก็จะหายไปในความทับซ้อนนั้นๆ คำว่าหาแสงนี้ไม่ได้หมายความว่าหาชื่อเสียงให้กับตัวเองหรอกนะ เป็นการให้เห็นความชัดเจนท่ารำของตนมากกว่า ในที่ที่มีแสงสว่างที่นั้นคนอื่นมองเห็นเรา และเรามองเห็นความเป็นศิลปะของตัวเรา ผมอยากบอกว่าหาแสงเพื่อความสว่างมากกว่านะ ชอบฉากนี้มากครับ มีความหมายสำหรับผม การใช้ชีวิตผมอาจจะเป็นแบบนั้น และฉากสุดท้ายเป็นการลงข่วง ลงข่วงเป็นการออกมาฟ้อนรำร่วมกันโดยไม่ได้นัดหมาย ใครมีความสามารถอะไรก็เอามาอวดกันเปลี่ยนพลัดกันไป ฉากนี้ผมฟ้อนเจิงกับครูฮอน คู่กับการแสดงโต เหมือนที่เคยทำอยู่ในงานสืบสานเป็นประจำ กว่าการแสดงจะจบก็ใช้เวลานานพอสมควรเพราะคนเยอะ หลังจากนั้น เราก็เชิญแขกผู้มาชมการแสดงของเรามาแสดงด้วยกันเพื่อเป็นการจบ จนได้เวลาหยุดการแสดง แต่ม่านไม่ได้ปิดลง และมานั่งคุยกันต่อเรื่องที่เราได้มาร่วมงานกัน
โคงการครั้งนี้ ผมได้ทั้งเพื่อน ได้ประสบการณ์ ได้แนวคิดใหม่ๆ ได้เห็นความหลากหลาย ได้รวมพลศิลปินพื้นบ้านแปดจังหวัดภาคเหนือ มันไม่ได้เกิดขึ้นงายๆ ถ้าไม่มีโครงการ ไม่มีผู้ประสาน ไม่มีผู้ริเริ่มคิด ไม่มีผู้กล้าทำ ไม่มีผู้สละเวลา การเดินทางไม่งายเลย ยกความดีความชอบให้กับอาจารย์และทีมงาน และขอขอบคุณเป็นอย่างสูง ขอขอบคุณสถาบันต่างๆ และผู้ใหญ่ใจดีที่สนับสนุนโครงการ ขอขอบคุณมากๆครับ
ส่างคำ จางยอด