เสียงวงปี่พาทย์ล้านนาก้องกังวานไปทั่วโรงละครวิทยาลัยนาฏศิลปเชียงใหม่ ในวันที่มีการจัดงาน “ฟ้อนเมือง เมืองฟ้อน” ภาพเบื้องหน้าคือช่างฟ้อนจาก 8 จังหวัดภาคเหนือที่ขยับร่างกายฟ้อนอย่างมั่นใจ ปรากฏการณ์นี้เป็นเครื่องยืนยันที่ทรงพลังที่สุดว่า รากเหง้าของล้านนายังคงมีลมหายใจ วัฒนธรรมไม่ได้ถูกแช่แข็งไว้ในพิพิธภัณฑ์ หรือหลับใหลอยู่ในหอจดหมายเหตุ แต่มันกำลังถูกปลุกให้ตื่นขึ้น เคลื่อนไหว และประกาศตัวตนผ่านร่างกายของผู้คน ผืนผ้า เครื่องแต่งกาย และจังหวะที่ร้อยเรียงกันอย่างลงตัว
คำถามที่น่าสนใจคือ คนนับพันจากหลากหลายพื้นที่และต่างช่วงวัย สามารถร้อยเรียงท่วงท่าให้ออกมาเป็นหนึ่งเดียวกันได้อย่างไร สิ่งนี้อธิบายได้ผ่านแนวคิด “ไวยากรณ์ของร่างกายที่มีชีวิตแห่งล้านนา” (Grammar of Lanna Living Bodies) หากเรามองการฟ้อนเป็นภาษา ภาษาที่ตายแล้วคือกฎเกณฑ์ที่ถูกบังคับให้ท่องจำตายตัว ในขณะที่ภาษาที่มีชีวิตคือระบบที่ผู้ใช้รู้จักกาลเทศะ ตำแหน่ง จังหวะ และการจัดวางองค์ประกอบต่างๆ ให้เกิดความหมายที่เหมาะสมกับบริบท ไวยากรณ์ของการฟ้อนจึงเป็นการนำเอาองค์ความรู้ในอดีตมาปัดฝุ่น ตีความใหม่ และปรับจูนให้สอดรับกับความเปลี่ยนแปลงของสังคม การสืบสานจึงไม่ต้องลอกเลียนอดีตมาทุกกระเบียดนิ้ว และการต่อยอดก็ไม่ได้บังคับว่าต้องถอนรากถอนโคนตัวเองทิ้ง วัฒนธรรมที่แข็งแรงย่อมรู้จักเจรจาต่อรองกับยุคสมัย เพื่อหาที่ทางของตัวเองในการสื่อสารความหมายต่อคนรุ่นต่อไป
เมื่อไวยากรณ์นี้ถูกนำมาขับเคลื่อนในระดับเมือง สิ่งที่เกิดขึ้นจึงมีมิติที่ลึกซึ้งกว่าความวิจิตรบนเวที การจัดงานวัฒนธรรมสเกลใหญ่เปรียบเสมือนการโยนหินลงน้ำที่สร้างแรงกระเพื่อมไปทั้งระบบนิเวศทางเศรษฐกิจและศิลปกรรมท้องถิ่น กว่าจะเกิดเป็นภาพช่างฟ้อนหนึ่งคน มีสายพานการผลิตมากมายที่ขยับตัวอยู่เบื้องหลัง ตั้งแต่กลุ่มช่างทอผ้า ช่างตัดเย็บที่ออกแบบรูปทรงให้เข้ากับสรีระและการใช้งาน ไปจนถึงช่างทำเครื่องประดับ ช่างแต่งหน้า และช่างทำผม ทุกคนคือฟันเฟืองที่ทำให้ระบบนิเวศทางวัฒนธรรมมีชีวิตชีวา
อีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญที่เปรียบเสมือนจิตวิญญาณของการแสดงคือ “เสียง” การฟ้อนจะสมบูรณ์ไม่ได้หากปราศจากวงดนตรีที่คอยกำกับลมหายใจและจังหวะชีวิต เบื้องหลังเสียงกลองหนึ่งใบ หรือท่วงทำนองจากเครื่องดนตรีชิ้นหนึ่ง คือหยาดเหงื่อและเวลาทั้งชีวิตที่นักดนตรีใช้ในการฝึกฝนทักษะ ควบคู่ไปกับภูมิปัญญาของช่างทำเครื่องดนตรีที่ต้องอาศัยประสบการณ์ขั้นสูงในการทำความเข้าใจเนื้อไม้และวัสดุ เพื่อรังสรรค์สุ้มเสียงที่ถูกต้องตามขนบ คนกลุ่มนี้มักทำงานอยู่ในเงามืด ไม่ได้รับแสงไฟสาดส่องหรือเสียงปรบมือหน้าม่าน ทว่าพวกเขาคือกระดูกสันหลังที่คอยค้ำยันศิลปะการแสดงเอาไว้ หากบุคลากรกลุ่มนี้ขาดการสนับสนุน ทักษะและภูมิปัญญาเชิงลึกเหล่านี้ย่อมมีความเสี่ยงสูงที่จะสูญหาย และไม่อาจสร้างทดแทนได้ในระยะเวลาอันสั้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อรากฐานของศิลปะการแสดงทั้งหมดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ความสำเร็จที่น่ายินดีอย่างยิ่งจากโครงการนี้ คือความพยายามในการลงพื้นที่ค้นหาและพูดคุยกับพ่อครูแม่ครูตามชุมชนต่างๆ การดึงผู้ทรงคุณวุฒิเหล่านี้มาร่วมงาน และเปิดโอกาสให้ท่านได้ถ่ายทอดวิชาความรู้แก่เด็กและเยาวชน ถือเป็นปรากฏการณ์ที่ทรงคุณค่าต่อการศึกษาและการสืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่น
แม้ภาพการส่งต่อความรู้ข้ามรุ่นจะงดงามและเปี่ยมไปด้วยความหวังเพียงใด ทว่าเมื่อแสงสปอตไลต์บนเวทีดับลง และผู้คนกลับมานั่งล้อมวงพูดคุยกันหลังเลิกงาน บทสนทนากลับพาเราไปเผชิญหน้ากับความจริงอันขมขื่น ในยุคที่สังคมและภาครัฐพากันโหมกระพือวาทกรรม “Soft Power” ภาพความยิ่งใหญ่ของช่างฟ้อนนับพันคนถูกนำไปบรรจุไว้ในเอกสารโครงการ โบกสะบัดเป็นภาพถ่ายประชาสัมพันธ์เพื่อดึงดูดเม็ดเงินจากการท่องเที่ยว แต่ชีวิตจริงของคนทำงานวัฒนธรรมผู้ประกอบร่างสร้างภาพเหล่านั้น กลับยังต้องติดหล่มอยู่ในระบบที่หลายคนเรียกขานอย่างปวดร้าวว่า “ฟ้อนแลกข้าว”
การเป็นช่างฟ้อนหรือนักดนตรีอาชีพ ต้องแลกมาด้วยต้นทุนชีวิตมหาศาล ทั้งเวลาที่ใช้ฝึกฝน การรักษาสภาพร่างกาย การควักกระเป๋าจ่ายค่าเดินทาง ค่าเช่าหรือตัดเย็บเครื่องแต่งกาย ไปจนถึงค่าบำรุงรักษาเครื่องดนตรี แต่ผลตอบแทนกลับกลายเป็นเพียงข้าวกล่องหนึ่งมื้อ หรือซองเงินสนับสนุนเพียงหลักร้อยบาท บ่อยครั้งคำว่า “จิตอาสา” และการ “ทำเพื่อบ้านเกิด” ถูกหยิบยกขึ้นมาใช้อย่างแนบเนียนเพื่อเป็นข้ออ้างในการหลีกเลี่ยงการจ่ายค่าตอบแทนที่เหมาะสม กลายเป็นการเอาความรักในศิลปวัฒนธรรมมาเป็นเครื่องมือ ผลักภาระต้นทุนทั้งหมดให้คนทำงานต้องแบกรับไว้เพียงลำพัง เพียงเพื่อรักษาภาพลักษณ์ของงาน
ความย้อนแย้งที่ใหญ่ที่สุดของการขับเคลื่อนศิลปวัฒนธรรมคือ เราอยากสร้าง Soft Power ที่มีพลังทลายกำแพงพรมแดน ทว่าคนทำงานในประเทศกลับไร้ซึ่งพลังในการดำรงชีวิต Soft Power ไม่ได้เกิดจากโครงเหล็กบนเวที แสงสีเสียง หรือป้ายไวนิล แต่มันเกิดจาก “ผู้คน” หากเราต้องการให้คนกลุ่มนี้สร้างมูลค่ามหาศาลให้กับเมือง เราจำเป็นต้องสร้างกลไกเชิงระบบที่โอบอุ้มพวกเขาอย่างเป็นรูปธรรม
งาน “ฟ้อนเมือง เมืองฟ้อน” ได้ทิ้งคำถามสำคัญให้คนทำงานและผู้บริหารจัดการวัฒนธรรมต้องขบคิดว่า เราจะดูแลคนในระบบนิเวศนี้อย่างไร จากเดิมที่มุ่งเน้นเพียงความยิ่งใหญ่ของภาพถ่ายหรือจำนวนผู้เข้าร่วม มาสู่การประเมินการกระจายรายได้ และการกำหนดมาตรฐานค่าตอบแทนขั้นต่ำสำหรับศิลปินอย่างเป็นธรรม
วัฒนธรรมไม่ได้มีชีวิตอยู่ในแผนยุทธศาสตร์ หรือตัวอักษรบนป้ายคำขวัญส่งเสริมการท่องเที่ยว แต่วัฒนธรรมมีชีวิตอยู่ในตัวคน หากเรายังอยากเห็นล้านนาฟ้อนต่อไปในอนาคต อยากฟังเสียงเครื่องดนตรีล้านนาบรรเลง และอยากเห็นภูมิปัญญาถูกส่งต่อ ก้าวแรกที่ต้องทำคือการทำให้คนที่ฟ้อน คนที่บรรเลง และคนที่สร้างองค์ประกอบทุกอย่าง สามารถดำรงชีพอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรี เพราะท้ายที่สุดแล้ว วัฒนธรรมจะไม่มีวันยั่งยืนได้อย่างแท้จริง หากผู้ที่เป็นเจ้าของ ผู้สร้างสรรค์ และผู้สืบทอดลมหายใจของมัน ยังต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดอยู่กับคำว่า “ฟ้อนแลกข้าว” ไปวันๆ