เมื่อวันเสาร์บ่ายอ้ายไปนั่งดูการแสดง “ฟ้อนเมือง เมืองฟ้อน : Grammar of Lanna Living Bodies” จบแล้วกลับบ้านแทบไม่ได้ลาใครเลย ด้วยความรู้สึกแปลก ๆ ที่อธิบายไม่ค่อยถูก มีอาการที่คนเมืองเรียกว่า “อิ้น” จนวันอาทิตย์มีข้อความอินบ็อกซ์เข้ามาหาอ้ายหลายคน ทั้งช่างฟ้อน นักดนตรี คนที่อยู่บนเวที และคนที่อยู่ในกระบวนการทำงาน ถามว่าอ้ายคิดอย่างไรกับงานเมื่อวาน จนอ้ายยังโพสต์เล่นเลยว่า งดอินบ็อกซ์หาก่อน พิมพ์ตอบจนนิ้วจะล็อกแล้ว
อ้ายเลยรู้สึกว่าคงต้องเขียนเสียที แต่ไม่อยากเขียนในฐานะนักวิจารณ์ และไม่อยากตัดสินว่างานดีหรือไม่ดี เพราะอ้ายตามดูโครงการนี้มาประมาณหกเดือน เห็นอาระชะและพิเชษเดินทางไปตามแปดจังหวัด เห็นการพบแม่ครูพ่อครู เห็นการตามหาองค์ความรู้ เห็นคนจำนวนมากหลายรุ่นเข้ามามีส่วนร่วม และอ้ายรู้ว่ากว่าจะพาคนทั้งหมดมายืนอยู่บนเวทีเดียวกันได้ มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
ตั้งแต่เดินเข้าไปในงาน อ้ายก็รู้สึกบางอย่างแล้ว คนมาชมจำนวนมากแต่งกายล้านนาเพื่อให้เกียรติสถานที่ ให้เกียรติการแสดง และให้เกียรตินักแสดง หลายคนไม่ได้เจอกันมานานมาก พอเห็นคนทั้งหมดมารวมกัน อ้ายกลับคิดถึงภาพประหลาดภาพหนึ่ง เหมือนเห็นคนที่กำลังจะจมน้ำจำนวนมากค่อย ๆ โผล่หน้าขึ้นมาพร้อมกัน สูดอากาศ พ่นน้ำออกจากปาก เพราะมีใครสักคนยื่นมือลงไปดึงพวกเขาขึ้นมา
เวทีเปิด เสียงเพลงโหมขึ้น แสงสาดเรืองรอง อ้ายดีใจนะ ดีใจมากด้วย เพราะตลอดชีวิตอ้ายไม่เคยเห็นแม่ครูพ่อครู ช่างฟ้อน ช่างซอ นักดนตรี และคนที่อยู่กับวัฒนธรรมการฟ้อนของล้านนาจากหลายพื้นที่มารวมตัวกันมากขนาดนี้มาก่อน หลายคนอายุแปดสิบ บางคนเกือบเก้าสิบแล้ว ความรู้หลายอย่างเหลืออยู่กับคนเพียงไม่กี่คน บางอย่างเราอาจเคยเห็นผ่าน ๆ แต่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าวันนี้ใครยังทำอยู่ที่ไหน การที่โครงการหนึ่งเดินทางออกไปตามหา รวบรวม บันทึก และพาคนเหล่านี้กลับมาอยู่ในพื้นที่เดียวกัน สำหรับอ้าย นี่เป็นความสำเร็จที่สำคัญมากของโครงการแล้ว
วันศุกร์อ้ายไปฟังสัมมนาก่อนการแสดง ที่ มหาลัยเชียงใหม่ พิเชษพูดถึงสิ่งที่เขามองเห็นจากร่างกายของช่างฟ้อนล้านนา ท่าร่วมกันคือเรื่องการบิดบัวบาน การเคลื่อนเป็นวงกลม และตั้งคำถามว่า ถ้าร่างกายล้านนาจะเดินต่อ มันจะออกจากวงกลมนั้นอย่างไร
อ้ายฟังแล้วสนใจมาก ยังเอามาคุยแลกเปลี่ยนกับเบียร์และแววดาว เพราะพิเชษเป็นคนที่อ้ายติดตามงานมานาน และรู้ว่าเขามีความสามารถในการรื้อภาษาของนาฏศิลป์เดิมออกมาดูโครงสร้างที่ซ่อนอยู่ข้างใน อ้ายเลยกลับบ้านพร้อมความคาดหวังว่า วันรุ่งขึ้นเราน่าจะได้เห็นว่า หลังจากเดินทางหกเดือน หลังจากพบร่างกายและการฟ้อนต่าง ๆ จากแปดจังหวัดล้านนา หลังจากเก็บสิ่งเหล่านี้มาแล้ว พิเชษมองเห็น “Grammar of Lanna Living Bodies” เป็นอย่างไร และจะพามันเดินต่อไปทางไหน
ก่อนการแสดง หัวใจอ้ายฟูตั้งแต่เห็นสาวน้อยอายุสักสามขวบนุ่งซิ่น ยืนฟ้อนบิดบัวบานรับกับเพลงโหมโรงระหว่างรอการแสดงเริ่ม แต่พอการแสดงเริ่มขึ้นจริง ในโรงละครวิทยาลัยนาฏศิลปเชียงใหม่ ด้วยระบบแสง เสียง พื้นที่ และลำดับการปรากฏตัวของช่างฟ้อนต่าง ๆ ที่พิเชษวางไว้ อ้ายกลับรู้สึกว่าสิ่งที่เห็นส่วนใหญ่ยังเป็นการนำฟ้อนชนิดต่าง ๆ ที่เก็บพบมาเรียงร้อยต่อกัน
แต่ในความรู้สึกนั้นก็มีภาพที่อ้ายคิดว่าคงจำไปอีกนาน เจ้าป้าสุรีในชุดเสื้อสีบานเย็นแบบเหมาะกับการแสดงบนเวทีนี่มากถึงเจ้าป้าจะอายุแปดสิบกว่าปีออกมาฟ้อนแบบราชสำนักเจ้าดารารัศมี มีปุ้ยกับน้องอีกคนคอยฟ้อนประกบเพราะกลัวเจ้าป้าจะล้ม รวมถึงแม่ครูจากลำปางและเมืองต่าง ๆ ที่อ้ายไม่รู้จักชื่อ บางคนต้องมีคนคอยประคอง เพราะสังขารโรยราไปตามเวลาแล้ว แต่หัวใจยังอยากฟ้อน
อ้ายมองแล้วคิดว่า วันนี้พื้นที่ตรงนี้กำลังคืนเกียรติและศักดิ์ศรีบางอย่างให้คนเหล่านี้ หัวใจที่อาจอยู่เงียบ ๆ ที่บ้านมานานกลับลุกขึ้นมา “เอาใจมาใฝ่ฟ้อน” อีกครั้ง ภาพแบบนี้ทำให้คนดูหลายคนน้ำตาซึมได้โดยแทบไม่ต้องมีการกำกับอะไรเลย
อีกด้านหนึ่ง พ่อครูเจิงผู้ชายจากแม่ฮ่องสอนลุกขึ้นมาฟ้อนดาบฟ้อนเจิงเหมือนลืมอายุ เสือเฒ่าไว้ลายจริง ๆ ช่างฟ้อนรุ่นต่าง ๆ ทยอยออกมาร่ายท่าทางอย่างภาคภูมิใจในลายฟ้อนของตัวเอง สิ่งเหล่านี้มีพลังในตัวมันมาก แต่อ้ายก็ยังรู้สึกว่าโดยรวม เรายังไม่ค่อยได้เห็นการตีความใหม่ของคำว่า “ไวยากรณ์” อย่างที่โจทย์ของงานทำให้อ้ายคาดหวัง
โดยเฉพาะเมื่อการแสดงยาวต่อเนื่อง และภาษาดนตรีส่วนใหญ่ถูกขับด้วยพลังของวงกลองมองเซิงและวงพาทย์ล้านนาในลักษณะของการแห่ เสียงจึงดัง เร้า กระแทก และผลักการแสดงไปข้างหน้าอยู่เกือบตลอดเวลา
ตรงนี้อ้ายคิดอยู่นาน เพราะปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่าดนตรีแบบนั้นดีหรือไม่ดี มันดีในโลกของมัน และมีพลังมากในกาลเทศะของมัน แต่ล้านนาไม่ได้มีโลกเสียงเพียงโลกเดียว ฟ้อนบางอย่างเกิดกับกลองสะบัดชัย ฟ้อนบางอย่างเกิดกับซอ บางอย่างอยู่กับสะล้อซึง บางอย่างอยู่กับปี่จุ่ม บางอย่างต้องการพื้นที่ของความเงียบด้วยซ้ำ
อย่างฟ้อนสาวไหม ถ้าจะเข้าไปถึงรสอีกแบบหนึ่งของมัน เราอาจต้องกลับไปฟังพิณเปี๊ยะในเวลากลางคืน ยามน้ำย้อยปลายกลอน น้ำค้างเริ่มตก บนเติ๋นใต้ชายคา ในเวลาที่รอบตัวเงียบจนเสียงเครื่องดนตรีเบา ๆ สามารถก้องอยู่ในพื้นที่ได้ ร่างกายที่เคลื่อนอยู่กับเสียงแบบนั้นย่อมไม่ใช่ร่างกายเดียวกับร่างกายที่ถูกเสียงกลองผลักจากด้านหลัง
ซอก็เหมือนกัน คนขับซอไม่ได้เพียงขับถ้อยคำให้ครบ แต่มีเสียง มีจังหวะ มีการรับส่ง มีพื้นที่ให้หายใจ และมีเครื่องดนตรีที่ช่วยประคองการขับขานของเขา ถ้าเราเอาร่างกายหนึ่งออกจากโลกเสียงที่มันเคยสัมพันธ์ด้วย แล้วนำไปวางใน soundscape อีกแบบหนึ่ง ถึงท่าจะยังอยู่ ถึงคำจะยังอยู่ บางอย่างในร่างกายนั้นก็อาจเปลี่ยนไปแล้ว
อ้ายเลยกลับมาคิดกับคำว่า Grammar ที่โครงการเลือกใช้ เพราะ Grammar ไม่ใช่ Vocabulary ถ้าท่าฟ้อนแต่ละท่าเป็นเหมือนคำศัพท์ การรู้คำศัพท์จำนวนมากยังไม่ได้แปลว่าเรารู้ภาษา และแม้แต่การนำพ่อครูแม่ครูหรือช่างฟ้อนมายืน improvise เป็นเวลานาน เล่นกับความเงียบ ความว่าง แสง และตำแหน่งบนเวที อาจทำให้เราเห็นร่างเดิมในภาพใหม่ แต่นั่นก็ยังไม่เท่ากับว่าเราได้พบไวยากรณ์ของร่างกายนั้น
ไวยากรณ์คือการรู้ว่าคำเหล่านั้นสัมพันธ์กันอย่างไร อะไรมาก่อน อะไรมาหลัง เมื่อไรควรพูด เมื่อไรควรเงียบ พูดกับใคร พูดที่ไหน และพูดด้วยน้ำเสียงอย่างไร ร่างกายล้านนาก็เช่นกัน มันอาจไม่ได้ประกอบขึ้นจากมือ แขน เท้า การบิด การหมุน และวงกลมเท่านั้น แต่มันประกอบขึ้นจากเสียง เวลา สถานที่ เพศ วัย พิธีกรรม ความสัมพันธ์ระหว่างครูกับศิษย์ ระหว่างคนฟ้อนกับคนดู ระหว่างร่างกายกับชุมชน และแม้แต่ความเงียบที่อยู่ระหว่างเสียงสองเสียง
ตรงนี้เองที่อ้ายอดคิดต่อเล่น ๆ ไม่ได้ว่า ถ้าเวลาและโครงสร้างของการแสดงเปิดพื้นที่ให้คนเหล่านี้มากกว่านี้ เราอาจได้เห็นอะไรอีกบ้าง
ถ้าปิงปองฟ้อนเทวดาร่วมกับอาจารย์เปิ้ลและอ้ายอู๊ด เสถียร ณวงศ์รัก ในเพลงปราสาทไหว พลังของสามร่างกายจะเหมือนภาพจิตรกรรมในวัดพระแก้วเชียงรายไหม ถ้าช่วงของแม่ครูบัวตองไม่ได้มีเพียงแม่ครูออกมา แต่ให้แม่ครูพาลูกศิษย์ออกมาฟ้อนแง้นด้วยกันสักสิบคน ให้เราเห็นพลังของ “สกุลช่าง” ครูบัวตองทั้งสายพร้อมกันในโรงละคร ภาพนั้นจะเป็นอย่างไร
ถ้าให้ก้องพาสาวลำปางนุ่งซิ่นแหย่งหมาฟ้อนแม่ดำโปน อ้ายยังนึกไปถึงซีนเปิดประตูเมืองของจิรประภาในภาพยนตร์สุริโยทัย ถ้าให้อ๋องได้โซโลกับดนตรี improvise เต็ม ๆ โลกละครเอเชียอาจได้เห็นร่างกายล้านนาอีกแบบ ถ้าได้นิค ศรัณย์ มาฟ้อนเจิง เราอาจเห็นว่าเจิงของชายชาติล้านนาสามารถหวานได้เพียงใด หรือทีมพิช The Thais จากเชียงรายเอาเด็กหนุ่มมาฟ้อนเจิงแบบบีบอยในจังหวะกลองโนงเร็วแบบเชียงแสน มันจะพาเราไปถึงไหน ได้เห็นปุ๋ย ได้โซโลแบบ ฟ้อนนางเหลียว แบบที่ปุ๋ย คิดฟ้อนขึ้นที่เชียงราย หรือ แววดาว ศิริสุข ศิลปิน ศิลปาธร ครีเอทจากท่าบิดบัวบาน ที่สามารถให้ทุกคนเห็นว่าการออกจากท่าวงกลมล้านนามันมีทางออกได้ท่าไหนบาง
ทั้งหมดนี้เป็นเพียงภาพที่อ้ายต่อเติมขึ้นเองระหว่างนั่งเบื่อๆบางครั้งในการชมเพื่อหาคำตอบว่าพิเชษควรทำอะไร แต่อ้ายคิดมันขึ้นมาได้ก็เพราะโครงการนี้เอาวัตถุดิบที่มีชีวิตมหาศาลมาวางอยู่ตรงหน้าเราแล้ว จนอดคิดไม่ได้ว่า ถ้าเปิดพื้นที่ให้แต่ละร่างกายได้ชนกันจริง ๆ Grammar ใหม่อะไรจะเกิดขึ้นได้อีกบ้าง
แต่ในบทของเวทีจริง มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ทำให้อ้ายแน่นอกมาก แม่ครูค่อย ๆฟ้อน แทรกเข้ามาท่ามกลางช่างฟ้อนรุ่นกลางวัยสามสี่สิบ เมื่อแกมายืนอยู่แถวหน้า เสียงซอที่แกขับขานด้วยภาษาถิ่นแพร่ในสำเนียงซอล่องน่านค่อย ๆ พาเรื่องออกมา การไหว้พระ การไหว้ครู การให้เกียรติผู้ชม ความอ่อนโยน ความช้า และวิธีที่คนแต่ละรุ่นอยู่ร่วมกันบนเวที
ช่วงนั้นอ้ายไม่ได้ยกโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายเลย ไม่ใช่เพราะไม่มีอะไรให้ถ่าย แต่เพราะรู้สึกว่าอยากอยู่กับมันมากกว่า หลังการแสดงถึงรู้ว่าไม่ใช่อ้ายคนเดียว คนทำงานวัฒนธรรม คนดู และแม้แต่คนที่อยู่บนเวทีเองหลายคนก็รู้สึกกับช่วงนั้นมากเหมือนกัน คลิปที่อ้ายเอามาลงกับโพสต์นี้จึงไม่ใช่คลิปที่อ้ายถ่าย อ้ายไปขอจากอ้อยที่ถ่ายไว้แล้วเอามาโพสต์ เพราะในเวลานั้นอ้ายไม่ได้คิดจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาจริง ๆ
ซีนนี้ทำให้อ้ายคิดว่า สิ่งที่กำลังสูญหายอาจไม่ใช่ “ท่าฟ้อน” เสมอไป ท่าฟ้อนยังจำได้ เพลงยังมีคนเล่น เครื่องแต่งกายยังทำใหม่ได้ แต่สิ่งที่หายง่ายกว่านั้นคือ รสนิยม จังหวะ และกาลเทศะของวัฒนธรรม
หลายสิบปีที่ผ่านมา ภาษาของเวทีมหรสพสมัยใหม่ค่อย ๆ กลายเป็นภาษากลางของการแสดงพื้นบ้าน ต้องดัง ต้องเร้า ต้องแน่น ต้องมีจังหวะตลอด ต้องทำให้คนดูสนุก ต้องไม่ปล่อยพื้นที่ว่าง รูปแบบจากเวทีลูกทุ่ง หมอลำ รายการประกวดแนวชิงช้าสวรรค์ และต่อมาจนถึงภาษาของคลิปสั้นในโทรศัพท์ ล้วนมีพลังของมัน และอ้ายไม่ได้คิดว่ามันผิด แต่เมื่อภาษาชนิดหนึ่งกลายเป็นมาตรฐานกลางที่ทุกวัฒนธรรมต้องพูดตาม ความแตกต่างบางอย่างอาจค่อย ๆ หายไปโดยที่เราไม่ทันรู้ตัว
ล้านนาเองมีความม่วน มีความแรง มีฉาบ ฟ้อนเจิง มีพลังของผู้ชาย มีการแห่ มีกระเทยจัดดอก กระเทยช่างฟ้อน มีพิธีกรรมฟ้อนผีของผู้หญิงที่เสียงดังและเข้มข้น ไม่ใช่ว่าล้านนาต้องช้า ต้องหวาน ต้องนุ่มอยู่ตลอดเวลา แต่ในอีกด้านหนึ่ง ล้านนาก็มีความเบา ความช้า ความยั้ง ความอ่อนน้อม มีเสียงที่คนฟังต้องเงียบจึงจะได้ยิน มีการฟ้อนที่ไม่ได้เกิดมาเพื่อกระแทกคนดูให้ตื่นเต้น แต่เกิดจากความสัมพันธ์บางอย่างระหว่างคน เวลา และสถานที่
ถ้าเราพยายามทำทุกอย่างให้มีพลังด้วยภาษาเดียวกัน สุดท้ายเราอาจเหลือฟ้อนหลายสิบชนิด แต่ได้ยินน้ำเสียงเดียว ทั้งที่ในล้านนามีทั้งปิง วัง ยม น่าน และสายน้ำเล็ก ๆ อีกมากมาย แต่ละสายมีจังหวะ มีภูมิประเทศ และมีเสียงของตัวเอง
ตรงนี้อ้ายจึงเสียดายมากกว่าจะผิดหวัง เพราะวัตถุดิบที่อยู่ตรงหน้าคือ archive ที่มีชีวิตเป็นร้อย ๆ คน คนเหล่านี้ไม่ได้เป็นนักแสดงที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อแสดงแทนวัฒนธรรม แต่หลายคนคือคนที่มีวัฒนธรรมนั้นอยู่ในตัวจริง ๆ แม่ครูพ่อครูบางคนอยู่กับมันมาเจ็ดแปดสิบปี ช่างฟ้อนจากแปดจังหวัดมีความทรงจำของร่างกายไม่เหมือนกัน
บางคนจากน่านเดินทางมาในช่วงเวลาที่น้ำป่ากำลังโถมเข้าทำลายบ้านของพวกเขา แต่เพราะรับปากว่าจะมาร่วมกันในวันนี้ก็ยังมา คนจากแม่ฮ่องสอนนั่งรถข้ามเขามาหลายชั่วโมง อาระชะเล่าว่าพวกเขาดีใจเหลือเกินที่คนจังหวัดอื่นเห็นคุณค่าการแสดงของพวกเขา ทั้งฟ้อนนก ฟ้อนโต และลายเจิงอย่างไต เรื่องเหล่านี้สำหรับอ้ายใหญ่กว่าการแสดงบนเวทีเสียอีก เพราะมันบอกว่าคนเหล่านี้ไม่ได้ถูกเชิญมาเป็น “ตัวอย่างวัฒนธรรม” แต่เขาอยากมาด้วยหัวใจของเขาเอง
พอถึงช่วงท้าย วงพาทย์เล่นเพลงฟ้อนผี บรรยากาศเหมือนการเฉลิมฉลอง คนดูที่ใจฟูอยู่แล้วพากันขึ้นไปฟ้อนรวมกัน ลูกศิษย์สายวิจิตรศิลป์ช่วยกันพาอาจารย์วิถี พญาจ่าฟ้อน ของงานไหว้สาแม่ฟ้าหลวงปีแรกๆขึ้นเวที บางคนต้องประคองกันขึ้นไป พ่อครูแม่ครูจากสำนักต่าง ๆ พาทั้งศิษย์ทั้งครูมาใฝ่ฟ้อนอยู่บนเวทีเดียวกัน ทุกเพศ ทุกวัยต่างอยู่ในภาพนั้นทำให้อ้ายรู้สึกว่า บางทีสิ่งที่โครงการนี้ทำสำเร็จที่สุดอาจไม่ได้อยู่ใน choreography เสียด้วยซ้ำ แต่อยู่ที่การทำให้คนเหล่านี้ได้กลับมาเห็นกัน เห็นคุณค่าของกันและกัน และรู้ว่าตัวเองไม่ได้ยืนอยู่ลำพัง
เพราะอย่างนี้อ้ายถึงไม่อยากเห็นการเดินทางหกเดือนจบลงเพียงการรวบรวมฟ้อนจำนวนมากแล้วนำมาเรียงร้อยบนเวที
บางทีขั้นต่อไปอาจไม่ต้องถามแล้วว่า “ล้านนามีฟ้อนอะไรบ้าง” แต่อาจถามว่า ร่างกายเหล่านี้เกิดขึ้นในโลกแบบไหน เสียงอะไรทำให้มันเคลื่อน พื้นที่แบบไหนทำให้มันเคลื่อน กลางวันหรือกลางคืน ลานวัด เติ๋นบ้าน ขบวนแห่ งานบุญ งานผี หรือพื้นที่ส่วนตัว คนฟ้อนสัมพันธ์กับคนดูอย่างไร แรงอยู่ตรงไหน ความเบาอยู่ตรงไหน จังหวะพักอยู่ตรงไหน อะไรเปลี่ยนได้ และอะไรที่เมื่อเอาออกแล้ว แม้ท่าจะยังเหมือนเดิม แต่สิ่งที่ทำให้เรารู้สึกว่า “นี่คือจิตวิญญาณใฝ่ฟ้อนของล้านนา” กลับหายไป
ถ้าไปถึงตรงนั้น แปดจังหวัดอาจไม่ใช่ catalogue ของฟ้อนแปดจังหวัดอีกต่อไป แต่จะเริ่มกลายเป็นแผนที่ความสัมพันธ์ของร่างกายล้านนา และเมื่อเราเห็นโครงสร้างนั้นจริง ๆ การทำงานร่วมสมัยก็ไม่จำเป็นต้องเอาของเก่ามาตกแต่งให้ดูใหม่ ไม่จำเป็นต้องรักษาของเก่าไว้ทุกอย่าง และไม่จำเป็นต้องกลัวว่าการเปลี่ยนแปลงคือการทำลายประเพณี เพราะเราจะรู้แล้วว่าอะไรคือโครงสร้าง อะไรคือเปลือก อะไรเปลี่ยนได้ อะไรถอดได้ และอะไรที่ถ้าถอดออกแล้วระบบทั้งระบบเปลี่ยนความหมาย
อ้ายเองไม่ได้อยากเห็นฟ้อนล้านนาถูกแช่แข็งไว้ในคำว่า “สืบสาน” เหมือนกัน เพราะวัฒนธรรมที่มีชีวิตย่อมเปลี่ยน คนรุ่นก่อนก็เปลี่ยนสิ่งที่รับมาจากรุ่นก่อนหน้าอยู่ตลอด แม่ครูเองในซอยังพูดถึงการรู้จักเวลา รู้จักคน รู้จักกาลเทศะ นั่นต่างหากที่อ้ายรู้สึกว่างดงาม คนที่อยู่กับประเพณีจริง ๆ ไม่จำเป็นต้องกลัวความเปลี่ยนแปลง เพราะเขารู้ว่าอะไรควรเก็บ อะไรควรปรับ และอะไรที่หมดเวลาของมันแล้วก็วางลงได้
งานแสดงเมื่อวานมีอีกคณะที่อ้ายอยากชมในเรื่องนี้ คือคณะของพิชจากเชียงราย เพราะมันทำให้อ้ายเห็นคำว่า “รู้จักปรับ” อย่างเป็นรูปธรรม แม้แต่เรื่องเล็กอย่างเครื่องแต่งกาย คนทำเครื่องแต่งกายหรือคนในวงการผ้าย่อมมีลำดับรสนิยมของตัวเองว่าผ้าแบบไหนสวย แบบไหนดูดี ผ้าบางชนิดที่ขายทั่วไปในกาดหลวงอาจถูกมองว่าแวววาวเกินไป ไม่ประณีต หรือไม่อยู่ในรสนิยมที่วงการยอมรับ แต่พิชกลับเลือกใช้ผ้าราคาไม่แพงและสีสด เพราะเขาเข้าใจว่านี่คือศิลปะการแสดงบนเวที มีแสง มีระยะระหว่างนักแสดงกับผู้ชม และมีพื้นที่ขนาดใหญ่ที่ต้องสื่อสาร ชุดที่เลือกจึงทำงานกับเวทีได้ชัด ในขณะที่ผ้าพื้นเมืองย้อมสีธรรมชาติบางชนิดซึ่งงดงามมากเมื่อดูใกล้ ๆ อาจกลืนหายไปเมื่ออยู่ไกลภายใต้แสงเวที
สำหรับอ้าย นี่คือตัวอย่างเล็ก ๆ ของการเข้าใจรากแล้วกล้าปรับเปลือก ไม่ได้เปลี่ยนเพราะรังเกียจของเดิม และไม่ได้เก็บของเดิมเพียงเพราะมันถูกเรียกว่าประเพณี แต่รู้ว่าตอนนี้กำลังสื่อสารกับใคร อยู่ที่ไหน และอะไรทำหน้าที่ได้ดีที่สุดในกาลเทศะนั้น
ตรงนี้อ้ายนึกถึงเรื่องพิณที่พระพุทธเจ้าใช้เปรียบกับการปฏิบัติ ตึงเกินไปก็ไปไม่ได้ หย่อนเกินไปก็ไม่เกิดเสียง อ้ายว่าการอยู่กับวัฒนธรรมก็คงคล้ายกัน ไม่ใช่รักษาทุกอย่างจนขยับไม่ได้ และไม่ใช่เปลี่ยนทุกอย่างเพียงเพื่อให้ดูใหม่ ความพอดีไม่ใช่ครึ่งเก่าครึ่งใหม่ แต่อยู่ที่รู้ว่าอะไรเปลี่ยนได้ อะไรควรวาง และอะไรคือความตึงที่ยังทำให้สายเส้นนั้นส่งเสียงของมันออกมาได้
มานั่งคิดถึงตรงนี้ อ้ายกลับนึกถึงสิ่งที่พิเชษพูดไว้ในวันสัมมนาอีกครั้ง เรื่องการบิดบัวบาน การเคลื่อนเป็นวงกลม และคำถามสำคัญว่า ถ้าร่างกายล้านนาจะเดินต่อ เราจะออกจากวงกลมนั้นอย่างไร
อ้ายว่าคำถามนี้น่าสนใจมาก และหลังจากดูการแสดงแล้ว อ้ายกลับรู้สึกว่ามันอาจเป็นคำถามที่ใหญ่กว่าการหาทางออกจากวงกลมของท่าฟ้อนเสียอีก เพราะก่อนจะออกจากวงกลม เราอาจต้องรู้เสียก่อนว่า อะไรอยู่ในวงกลมนั้นบ้าง
อาจไม่ได้มีเพียงมือที่บิดเป็นบัว แขนที่โค้ง เท้าที่เคลื่อน หรือร่างกายที่หมุนวน แต่อาจมีเสียง มีความเงียบ มีเวลา มีสถานที่ มีพิธีกรรม มีครูกับศิษย์ มีคนฟ้อนกับคนดู มีความม่วน ความสงบ ความแรง ความอ่อนโยน และกาลเทศะซ้อนอยู่ในร่างกายนั้นทั้งหมด
ถ้าเราเห็นวงกลมเพียงรูปทรง การออกจากวงกลมก็อาจกลายเป็นเพียงการสร้างรูปทรงใหม่ แต่ถ้าเราเข้าใจความสัมพันธ์ทั้งหมดที่ทำให้วงกลมนั้นเกิดขึ้น บางทีเราจะออกจากมันไปได้ไกลมาก โดยที่คนยังรู้ว่าร่างกายนี้เดินทางออกมาจากไหน
เมื่อวานอ้ายจึงไม่ได้กลับบ้านด้วยความรู้สึกว่าโครงการนี้ล้มเหลว ตรงกันข้าม อ้ายกลับเสียดายมากถ้ามันจะจบลงตรงนี้ เพราะงานยากที่สุดอย่างหนึ่งเกิดขึ้นแล้ว คนที่กระจัดกระจายอยู่ตามพื้นที่ต่าง ๆ ถูกตามพบ แม่ครูพ่อครู ช่างฟ้อน ช่างซอ นักดนตรี คนรุ่นใหม่ และร่างกายจากแปดจังหวัดได้มาอยู่ในพื้นที่เดียวกันแล้ว บนเวทีเดียวกัน ทุกคนมีศักดิ์และสิทธิ์ที่จะพาล้านนาก้าวต่อไป
หกเดือนที่ผ่านมาอาจทำให้เราเห็น “วงกลม” ชัดกว่าที่เคยเห็น
ถ้าอย่างนั้น อย่าเพิ่งรีบปิดโครงการด้วยคำตอบ ลองกลับเข้าไปในวงกลมนั้นอีกครั้ง ดูให้ละเอียดว่าข้างในประกอบขึ้นจากอะไร อะไรคือโครงสร้าง อะไรเป็นเพียงรูป อะไรจำเป็น อะไรเปลี่ยนได้ และอะไรที่เราอาจวางลงได้ แล้วค่อยกลับมาถามคำถามของพิเชษอีกครั้งว่า
เราจะออกจากวงกลมนี้อย่างไร
ไม่ใช่ออกไปเพื่อทิ้งมันไว้ข้างหลัง และไม่ใช่อยู่ข้างในเพียงเพราะกลัวว่าสิ่งที่อยู่นอกวงกลมจะไม่ใช่ล้านนา
แต่ออกไปเพราะเรารู้จักวงกลมนั้นดีพอแล้ว จนรู้ว่า เราจะเปิดมันตรงไหน
เพื่อให้ร่างกายล้านนายังเดินต่อไปได้ในโลกของวันนี้ และไม่ว่าจะเดินออกไปไกลเพียงใด เรายังรู้ว่า
เราเดินออกมาจากไหน
อ้ายแต้ม
จากการติดตามโครงการ ฟ้อนเมือง เมืองฟ้อน
ขอบคุณ คลิป วีดีโอ จาก อ้อยใจ ที่บันทึกอาไคฟ์ล้านนา ที่มีชีวิตต้วยเน้อครับ