หัวข้อที่เกี่ยวข้อง

โครงการฟ้อนเมือง เมืองฟ้อน

ร้อยเรียงศิลปะการแสดงล้านนา 8 จังหวัดภาคเหนือ

Loading...
Fonmuang
กำลังโหลดข้อมูล... 0%
ฟ้อนเมือง เมืองฟ้อน

ร่ายรำวิญญาณล้านนา: จากรากที่หยั่งลึก สู่การผลิบานใน "ฟ้อนเมือง เมืองฟ้อน" - รศ.ภก.สุกฤษฏิ์ กาญจนสุระกิจ

เสียงฆ้อง เสียงปี่ ที่ล่องลอยมาตามสายลม ผสานกับจังหวะกลองที่ดังก้องกังวาน ไม่ได้เป็นเพียงมหรสพที่สร้างความบันเทิงเพียงชั่วครั้งชั่วคราว แต่ทว่าสำหรับผมแล้ว เสียงเหล่านี้คือเสียงเรียกจากจิตวิญญาณของบรรพบุรุษที่ปลุกสายเลือดล้านนาให้ตื่นขึ้น ในสายตาของผู้คนทั่วไป ผมอาจเป็นที่รู้จักในบทบาทของนักวิชาการและเภสัชกรผู้คลุกคลีอยู่กับงานวิจัยและการสอนในด้านเภสัชกรรม แต่ในอีกลมหายใจหนึ่ง ผมคือลูกหลานแห่งแผ่นดินล้านนา ผู้ขอปวารณาตัวเป็นผู้สืบสานท่วงท่าอันงดงามและดุดันของ ฟ้อนเจิง และ ฟ้อนดาบ

เมื่อโครงการ "ฟ้อนเมือง เมืองฟ้อน" ได้ถือกำเนิดขึ้น จากความร่วมมืออันยิ่งใหญ่ของคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, PKDC Greater Chiang Mai ผมรู้สึกเหมือนได้ยินเสียงเรียกให้กลับคืนสู่รากเหง้า การได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของโครงการนี้ตั้งแต่จุดเริ่มต้น จึงไม่ใช่แค่การเข้าร่วมกิจกรรม แต่คือการจารึกทางวัฒนธรรมที่เปี่ยมไปด้วยความหมายและความภาคภูมิใจอย่างหาที่สุดไม่ได้ ซึ่งวัฒนธรรมนี้เปรียบเสมือน ต้นไม้ ที่เริ่มจากการปลูกฝังและเติบโตขึ้นเรื่อย ท่ามกลางกาลเวลาที่เปลี่ยนแปลงไป

รดน้ำที่รากแก้ว: สืบสานจิตวิญญาณจากครูบาอาจารย์

ต้นไม้ใหญ่จะยืนหยัดอยู่ได้ย่อมต้องมีรากที่หยั่งลึกและแข็งแรง การเดินทางในโครงการนี้ของผมเริ่มต้นจากการได้รับเกียรติให้สัมภาษณ์ในฐานะผู้สืบทอดจิตวิญญาณของการฟ้อนเจิงและฟ้อนดาบเมืองแพร่ ทุกครั้งที่ผมจรดปลายดาบหรือย่างกรายในท่วงท่าของเจิง ผมสัมผัสได้ถึงลมหายใจของ พ่อครูประสิทธิ์ แสงตา, พ่อครูเฉลิม เรือนปราง และ พ่อครูศรัญ สุวรรณโชติ ที่ยังคงเต้นอยู่ในทุกกล้ามเนื้อที่เคลื่อนไหว การสัมภาษณ์ครั้งนั้นทำให้ผมได้ทบทวนตัวเองว่า สิ่งที่ครูบาอาจารย์ถ่ายทอดมาให้ ไม่ใช่เพียง "กระบวนท่า" หรือความสวยงามทางสรีระ แต่คือ "ปรัชญา" ของการดำรงชีวิต คือความอ่อนน้อมถ่อมตนที่ซ่อนอยู่ในความแข็งแกร่ง คือความสงบนิ่งที่แฝงอยู่ในความเคลื่อนไหว การได้เล่าขานถึงเจตนารมณ์ของผมต่อการฟ้อนเจิง ฟ้อนดาบ คือการรดน้ำที่รากแก้วของต้นไม้แห่งวัฒนธรรมต้นนี้ให้ชุ่มฉ่ำและพร้อมที่จะเติบโตต่อไป

หล่อเลี้ยงลำต้น: ถ่ายทอดลมหายใจแห่งเจิงและดาบ

จากรากที่ดูดซับวิชาความรู้ ลำต้นก็ต้องทำหน้าที่ส่งต่อน้ำหล่อเลี้ยงนั้น โอกาสที่ผมภาคภูมิใจที่สุดครั้งหนึ่งคือการได้เป็นตัวแทนของพ่อครู ในการสาธิตการฟ้อนเจิงและฟ้อนดาบ ในโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) ฟ้อนเมือง ถอดรหัสการฟ้อนเมืองแพร่ ซึ่งได้รับเกียรติจากศิลปินร่วมสมัยระดับโลกอย่าง อ.พิเชษฐ์ กลั่นชื่น มาร่วมขับเคลื่อน ณ โรงเรียนนารีรัตน์จังหวัดแพร่ ในวันนั้น ท่ามกลางสายตาของคนรุ่นใหม่และผู้หลงใหลในศิลปะ ผมได้จับดาบและร่ายรำ ไม่ใช่เพื่ออวดอ้างความสามารถ แต่เพื่อทำหน้าที่เป็น "สะพาน" เชื่อมต่อระหว่างอดีตกับปัจจุบัน การได้แลกเปลี่ยนมุมมองกับ อ.พิเชษฐ์ ทำให้เห็นว่า ฟ้อนเมืองไม่ใช่สิ่งตายตัวที่ต้องถูกแช่แข็งไว้ในตู้กระจก แต่เป็นศิลปะที่มีชีวิต มีกลไกทางร่างกายที่สอดคล้องกับธรรมชาติ การผสมผสานระหว่างศาสตร์ดั้งเดิมกับการตีความแบบร่วมสมัย ทำให้การอบรมเชิงปฏิบัติการในครั้งนั้นเปี่ยมไปด้วยพลังงานแห่งการเรียนรู้ เป็นการยืนยันว่ารากเหง้าของเราแข็งแรงพอที่จะรองรับความร่วมสมัยได้อย่างสง่างาม

อาจเป็นรูปภาพของ หนึ่งคนขึ้นไป และ ข้อความ อาจเป็นรูปภาพของ หนึ่งคนขึ้นไป, ผู้คนกำลังเต้นรำ, ผู้คนกำลังฝึกศิลปะการป้องกันตัว และ ข้อความ

อาจเป็นรูปภาพของ กำลังเต้น

แผ่กิ่งก้านสาขา: เชื่อมโยงสายใยแห่งล้านนา

ความงดงามของศิลปะจะเปล่งประกายที่สุดเมื่อได้ถูกนำเสนอต่อสายตาผู้คน ผมได้มีโอกาสนำรอยยิ้มและท่วงท่าอันเข้มแข็งไปร่วมแสดงในโครงการเชื่อมโยงการฟ้อนเมืองของสามจังหวัด คือ แพร่ น่าน และพะเยา ณ หอประชุมนพรัตน์ โรงเรียนนารีรัตน์จังหวัดแพร่ การแสดงในวันนั้นทำให้ผมรู้สึกถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของชาวล้านนาตะวันออก แม้รายละเอียดของฟ้อนแต่ละพื้นถิ่นจะแตกต่างกันไปบ้างตามรสนิยมของช่างฟ้อนและครูบาอาจารย์ แต่แก่นแท้และจังหวะของหัวใจเราเต้นเป็นจังหวะเดียวกัน กิ่งก้านแห่งวัฒนธรรมยังทอดยาวไปถึงจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง และลำพูน ในกิจกรรมเชื่อมโยงการฟ้อน ณ ดินแดนประวัติศาสตร์ เวียงกุมกาม ท่ามกลางโบราณสถานอันขรึมขลัง แสงไฟที่สาดส่องลงมาบนลวดลายการฟ้อนและผืนผ้าทอพื้นเมือง สร้างบรรยากาศที่ราวกับดึงเราย้อนกลับไปในยุคที่ล้านนารุ่งเรืองที่สุด การได้ร่ายรำบนแผ่นดินของบรรพกษัตริย์ ถือเป็นเกียรติประวัติและเป็นประสบการณ์ที่ตราตรึงอยู่ในหัวใจอย่างลึกซึ้ง

แตกผลิใบใหม่: อนาคตที่เบ่งบานของฟ้อนเมือง

ท้ายที่สุด ต้นไม้ที่สมบูรณ์ย่อมต้องผลิใบใหม่เพื่อรับแสงตะวันและสร้างอากาศบริสุทธิ์ การเดินทางของผมในโครงการนี้เดินทางมาถึงจุดที่ต้องใช้ "ปัญญา" ในการต่อยอด นั่นคือการเข้าร่วมเวทีเสวนาการฟ้อนเมือง ณ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในฐานะทั้งนักวิชาการและผู้ปฏิบัติ ผมได้ร่วมวงเสวนากับผู้ทรงคุณวุฒิหลากหลายสาขา เพื่อหาคำตอบว่า เราจะทำให้ "ฟ้อนเมือง" มีลมหายใจในยุคดิจิทัลได้อย่างไร การเสวนาครั้งนั้นไม่ใช่แค่การวิจารณ์อดีต แต่คือการวาดภาพอนาคต เราได้เห็นถึงศักยภาพของฟ้อนเมืองที่สามารถก้าวข้ามกรอบของการแสดงพื้นบ้าน ไปสู่การเป็น Soft Power ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจและจิตใจ การผลิใบของความคิดในวันนั้น ทำให้ผมมั่นใจว่าวัฒนธรรมของเราจะไม่สูญหายไปกับกาลเวลา ตราบใดที่เรายังคงมีพื้นที่ให้คนรุ่นเก่าและคนรุ่นใหม่ได้มานั่งล้อมวงพูดคุยและลงมือทำร่วมกัน

บทสรุปแห่งความภาคภูมิ

ตลอดระยะเวลาที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ "ฟ้อนเมือง เมืองฟ้อน" ความรู้สึกที่ท่วมท้นอยู่ในใจผมคือความ "อิ่มเอม" และ "ภาคภูมิใจ" อย่างหาที่สุดไม่ได้ ผมได้เห็นต้นไม้แห่งวัฒนธรรมล้านนาต้นนี้เติบโตขึ้นอย่างงดงาม ผ่านกระบวนการที่พิถีพิถันจากทุกภาคส่วน ในฐานะที่ผมอาจจะยังคงเดินหน้าต่อไปในเส้นทางวิชาการและวิทยาศาสตร์สุขภาพนั้น แต่ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงปี่ เสียงกลอง หรือเห็นเงาสะท้อนจากคมดาบประดับยศ จิตวิญญาณของช่างฟ้อนในตัวผมจะยังคงตื่นตัวเสมอ โครงการนี้ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การรักษาวัฒนธรรมไม่ใช่การหยุดนิ่ง แต่คือการทำให้สิ่งเหล่านั้นมีลมหายใจ สามารถเต้นรำไปกับจังหวะของโลกยุคใหม่ได้อย่างกลมกลืนและตราบใดที่เราไม่ลืมรากเหง้า ต้นไม้ใหญ่แห่งล้านนาต้นนี้ จะยังคงหยั่งรากลึก แผ่กิ่งก้าน และแตกใบอ่อนที่สวยงาม เพื่อเป็นร่มเงาให้กับลูกหลานสืบไป ไม่มีวันจบสิ้น.



โดย
รศ.ภก.สุกฤษฏิ์ กาญจนสุระกิจ
จังหวัดแพร่