หัวข้อที่เกี่ยวข้อง

โครงการฟ้อนเมือง เมืองฟ้อน

ร้อยเรียงศิลปะการแสดงล้านนา 8 จังหวัดภาคเหนือ

Loading...
Fonmuang
กำลังโหลดข้อมูล... 0%
ฟ้อนเมือง เมืองฟ้อน

“การฟ้อนยังจำเราได้” จากความทรงจำกว่ายี่สิบปี สู่การกลับมาพบกันใน “ฟ้อนเมือง เมืองฟ้อน” - รศ.ดร.ณัฐวุฒิ ดอนลาว

ความสัมพันธ์ของผมกับการฟ้อนไม่ได้เพิ่งเริ่มต้นจากโครงการนี้ เมื่อครั้งเป็นนักศึกษาระดับปริญญาตรี ผมมีโอกาสทำกิจกรรมด้านศิลปวัฒนธรรมกับชมรมพื้นบ้านล้านนา สโมสรนักศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และในปี พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้มีโอกาสเป็นลูกศิษย์ของ พ่อครูปุ้น ช่างเหล็ก และพ่อครูสล่าลน ช่างเหล็ก แห่งบ้านต่อแพ อำเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้เรียนรู้ “ก้าลายก้าแลว” หรือฟ้อนดาบฟ้อนเจิงแบบชาวไทใหญ่จากพ่อครูทั้งสองท่าน แม้ว่าผมจะได้เรียนรู้และฝึกฝนฟ้อนดาบฟ้อนเจิงมาอย่างตั้งใจ แต่เป็นเรื่องน่าเสียดายอยู่ไม่น้อยที่ในช่วงเวลานั้นผมแทบไม่มีโอกาสได้แสดงฟ้อนดาบฟ้อนเจิงบนเวทีจริงเลย เมื่อชมรมพื้นบ้านล้านนามีโอกาสไปแสดงตามสถานที่ต่าง ๆ ในเชียงใหม่ ผมกลับได้รับหน้าที่ให้แสดง “ก้าโต” เป็นประจำ ซึ่งเป็นการฟ้อนที่ผมได้ร่ำเรียนมาจาก สำนักวัดสันป่าก่อไทใหญ่ จังหวัดเชียงราย มากกว่า ดังนั้น แม้จะมีความรู้และประสบการณ์จากการเรียนฟ้อนดาบฟ้อนเจิงกับพ่อครูทั้งสองท่าน แต่โอกาสที่จะได้นำสิ่งที่เรียนรู้ออกมาแสดงจริงกลับมีอยู่น้อยมาก เรียกได้ว่า เรียนดาบมา แต่พอถึงเวลาออกงานก็ถูกเรียกให้ “เข้าโต” อยู่เป็นประจำ (ฮ่า ๆ น้ำตาไหล)


หนึ่งในความทรงจำที่ยังชัดเจนจนถึงวันนี้ คือการได้เข้าร่วมงาน “ร่ายดาบอาบแสงจันทร์” ณ เวียงกุมกาม จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๖ ซึ่งจัดโดยท่านอาจารย์วิลักษณ์ ศรีป่าซาง ครั้งนั้นผมติดตามพ่อครูปุ้น ช่างเหล็ก ไปแสดงในฐานะลูกศิษย์ และเป็นงานที่ทำให้ผมได้เห็นโลกของฟ้อนดาบฟ้อนเจิงกว้างขึ้นอย่างมาก ผมได้เห็นชั้นเชิงและลีลาของนักฟ้อนจากหลากหลายสำนัก ทุกสำนักล้วนมีฝีมือและเอกลักษณ์ที่น่าประทับใจ หนึ่งในนั้นคือ สำนักฟ้างาม ซึ่งในเวลานั้น “ครูบุญยิ่ง” เองก็อยู่ในฐานะผู้ติดตามครูเช่นเดียวกับผม หลังจากงานนั้น ผมแทบไม่มีโอกาสกลับมาแสดงฟ้อนดาบฟ้อนเจิงอีก ชีวิตค่อย ๆ เดินไปตามเส้นทางของการทำงานและการศึกษาในระดับที่สูงขึ้น ภารกิจต่าง ๆ ทำให้ผมออกห่างจากพื้นที่ของการฟ้อนมากขึ้นเรื่อย ๆ เวลาผ่านไปหลายปี จนบางครั้งผมเองก็แทบไม่ได้คิดถึงการกลับขึ้นเวทีอีกเลย แต่เมื่อมองย้อนกลับไป ผมกลับรู้สึกว่า การฟ้อนไม่เคยหายไปจากชีวิต เพียงแต่บางช่วงเวลามันอาจไม่ได้มีพื้นที่ให้ปรากฏตัว

 

จนกระทั่งผมได้มีโอกาสเข้าร่วมโครงการ “ฟ้อนเมือง เมืองฟ้อน ร้อยเรียงศิลปะการแสดงล้านนา ๘ จังหวัดภาคเหนือ” ในปี พ.ศ. ๒๕๖๙ สิ่งที่ทำให้การกลับมาครั้งนี้มีความหมายเป็นพิเศษ คือผมได้กลับมาพบกับ “ครูบุญยิ่ง” อีกครั้ง และที่สำคัญ เราทั้งสองมีโอกาสกลับมาฟ้อนดาบร่วมกันบนเวทีเดียวกันอีกครั้ง หลังจากเวลาผ่านไปกว่ายี่สิบปี แน่นอนว่าเวลาทำให้ร่างกายของเราทั้งสองเปลี่ยนไป ความคล่องแคล่วอาจไม่ได้เหมือนเดิม ความแข็งแรงและความเร็วลดลงไปตามวัย แต่ในระหว่างการแสดง ผมยังมองเห็นความงดงามของ “สำนักฟ้างาม” ที่อยู่ในตัวครูบุญยิ่งอย่างชัดเจน ทั้งท่วงท่า น้ำหนัก และลีลาที่เป็นเอกลักษณ์ เมื่อเสียงฆ้องและกลองก้นยาวเริ่มเร่งจังหวะ ร่างกายของเราก็เหมือนถูกปลุกให้ตื่นขึ้นอีกครั้ง เราทั้งสองต่างหึกเหิมและพยายามออกลีลาอย่างเต็มที่ แม้จะรู้สึกเหนื่อยจากการเคลื่อนไหวตามจังหวะที่เร่งเร้า แต่ความเหนื่อยนั้นกลับมาพร้อมกับความสุข การแสดงของเราจบลงอย่างกระชับ เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้ร่วมแสดงท่านอื่นได้มีโอกาสนำเสนอเรื่องราวและลีลาของตนเองต่อไป แม้ร่างกายจะเหนื่อยด้วยวัยและสังขารที่เพิ่มมากขึ้น แต่หลังจากการแสดงจบลง ผมกลับรู้สึกปิติเป็นอย่างยิ่ง ปิติที่ได้กลับมาฟ้อนอีกครั้ง ปิติที่ได้กลับมาพบคนที่เคยร่วมเส้นทางกันมา และปิติที่ได้เห็นว่าสิ่งที่เราเคยเรียนรู้จากครูยังคงมีชีวิตอยู่ในร่างกายของผู้คน 


 

สิ่งที่ผมประทับใจอย่างมากจากโครงการนี้ คือการได้เห็นศิลปินและช่างฟ้อนจากหลากหลายวัย หลากหลายประสบการณ์ และหลากหลายสำนัก ได้มาพบกันและทำกิจกรรมร่วมกัน ทุกคนมีความสุขกับการได้อยู่ร่วมกัน ได้แลกเปลี่ยน และได้เรียนรู้ซึ่งกันและกัน สำหรับผม นี่เป็นคุณค่าที่สำคัญมาก เพราะการสืบสานศิลปวัฒนธรรมอาจไม่ได้หมายถึงการส่งต่อเพียงท่าฟ้อนหรือรูปแบบการแสดง แต่หมายถึงการสร้างพื้นที่ให้คนที่รักศิลปะได้กลับมาพบกัน และทำให้สิ่งที่อยู่ในความทรงจำของแต่ละคนได้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง

การแสดงปิดโครงการเป็นอีกช่วงเวลาที่ผมประทับใจมาก อาจารย์ พิเชษฐ กลั่นชื่น สามารถนำ “ฟ้อนล้านนา” มานำเสนอในรูปแบบที่แตกต่างจากที่เราเคยทำและเคยเห็น มีการเล่าเรื่องที่น่าสนใจ เปลี่ยนบรรยากาศและรูปแบบการแสดงไปในแต่ละฉากอย่างมีจังหวะ ทำให้ผู้ชมติดตามและมีอารมณ์ร่วมไปกับการแสดงได้เป็นอย่างดี สิ่งที่ผมเห็นคือ เราสามารถนำสิ่งที่มีรากอยู่เดิมมาสร้างเรื่องราวใหม่ได้ โดยไม่จำเป็นต้องทิ้งสิ่งเดิม เมื่อการแสดงจบลง ทั้งนักแสดงและผู้ชมต่างมีความสุข เมื่อการแสดงจบลงมีการวิพากษ์วิจารย์ตลอดจนการแสดงความคิดเห็นในหลากหลายมิติ ผมเองก็รู้สึกปิติและดีใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของช่วงเวลานั้น ประสบการณ์จากโครงการนี้ทำให้ผมมองการสืบสานศิลปวัฒนธรรมในมุมที่กว้างขึ้น การสืบสานอาจไม่ใช่การทำให้ทุกอย่างเหมือนเดิม แต่คือการทำให้สิ่งที่เราได้รับจากครูรุ่นก่อนให้ยังสามารถเดินทางต่อไปได้ และสามารถสร้างความหมายใหม่ให้กับคนรุ่นต่อไป

 



สุดท้ายนี้ผมจึงอยากเห็นโครงการดี ๆ แบบ “ฟ้อนเมือง เมืองฟ้อน” ได้รับการสานต่อและสนับสนุนต่อไป เพราะโครงการไม่ได้สร้างเพียงการแสดงหนึ่งชุด แต่สร้างโอกาสให้คนจำนวนมากได้กลับมาเรียนรู้ พบปะ และส่งต่อสิ่งที่ตัวเองรัก สำหรับตัวผมเอง การได้กลับมาฟ้อนครั้งนี้ทำให้รู้สึกว่า สิ่งที่พ่อครูเคยสอนไว้ยังไม่ได้หายไปไหน แม้เวลาจะผ่านไปกว่ายี่สิบปี และแม้ร่างกายของเราจะเปลี่ยนไปตามวัย แต่เมื่อมีโอกาสและมีพื้นที่ สิ่งเหล่านั้นก็ยังสามารถกลับมามีชีวิตชีวาได้อีกครั้ง และจากนี้ไป ผมเองก็อยากมีส่วนช่วยสืบสานสิ่งที่ได้รับการถ่ายทอดมา ไม่ว่าจะเป็นก้าลายก้าแลว ฟ้อนดาบฟ้อนเจิง หรือองค์ความรู้ด้านศิลปวัฒนธรรมล้านนาในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อส่งต่อให้คนรุ่นใหม่ได้รู้จัก ได้เรียนรู้ และได้สัมผัสด้วยตัวเอง ผมเชื่อว่า การสืบสานที่ดีที่สุดไม่ใช่การเก็บวัฒนธรรมเอาไว้ให้เหมือนเดิมตลอดไป แต่คือการทำให้คนรุ่นต่อไปได้รู้จักมัน และมีโอกาสนำมันไปสร้างสิ่งใหม่ในแบบของตัวเอง


ผมชอบแนวคิดของอาจารย์พิเชษฐที่ว่า เราไม่ได้ต้องการสร้าง “ต้นไม้ล้านนา” ให้ใหญ่ขึ้นเพียงต้นเดียว แต่ต้องการให้ความรู้ของล้านนาแตกเมล็ดออกไป จนเกิดต้นไม้ใหม่อีกนับไม่ถ้วน สำหรับผม นั่นคือความหมายของวัฒนธรรมที่ยังมีชีวิต เราไม่จำเป็นต้องกำหนดว่าต้นไม้ต้นต่อไปจะต้องมีรูปร่างอย่างไร หน้าที่ของเราคือช่วยกันทำให้ศิลปะวิทยาการสามารถออกดอก ทำให้ประสบการณ์สามารถออกผล และเปิดโอกาสให้เมล็ดพันธุ์เหล่านั้นมีอิสระที่จะเติบโตในแบบของตัวเอง และผมหวังว่า วันหนึ่ง สิ่งเล็ก ๆ ที่ผมได้รับจากพ่อครูเมื่อครั้งยังเป็นนักศึกษา จะสามารถส่งต่อไปยังคนรุ่นใหม่ได้เช่นกัน จากลูกศิษย์คนหนึ่ง สู่การเป็นอีกหนึ่งคนที่ช่วยส่งต่อเมล็ดพันธุ์ เพราะท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่ “ฟ้อนเมือง เมืองฟ้อน” ทิ้งไว้ อาจไม่ใช่เพียงผลงานหนึ่งชิ้น แต่คือความเป็นไปได้ที่จะเกิดผลงานอีกนับไม่ถ้วน และไม่ใช่อนาคตที่ใครคนหนึ่งเป็นผู้กำหนดให้การฟ้อนล้านนาเดินไปทางใด แต่คือการทำให้ การฟ้อนล้านนามีพลังมากพอที่จะสร้างอนาคตของตัวเอง

โดย
รองศาสตราจารย์ ดร. ณัฐวุฒิ ดอนลาว
สำนักวิชาอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย