หัวข้อที่เกี่ยวข้อง

โครงการฟ้อนเมือง เมืองฟ้อน

ร้อยเรียงศิลปะการแสดงล้านนา 8 จังหวัดภาคเหนือ

Loading...
Fonmuang
กำลังโหลดข้อมูล... 0%
ฟ้อนเมือง เมืองฟ้อน

การทำงานของพิเชษฐ กลั่นชื่น ในโครงการ “ฟ้อนเมือง เมืองฟ้อน” - พิเชษฐ กลั่นชื่น

พิเชษฐ กลั่นชื่น

กราบขอบพระคุณพ่อครู แม่ครูศิลปินล้านนาทั้ง8จังหวัด ทีมงาน ทุกคนที่ได้พบเห็น ด้วยตาก็ดี ด้วยจิตสัมผัสก็ดี ล้วนเป็นคุณเป็นบุญกุศลกับโครงการทั้งสิ้น 

1. ผมเริ่มต้นจาก “การไม่รู้” — Unlearning before Learning

ไม่เข้าไปในพื้นที่ในฐานะผู้เชี่ยวชาญที่มีคำตอบอยู่แล้ว แต่เข้าไปในฐานะผู้เรียน ลดทอนความรู้ของตนเองในกรอบนาฏศิลป์(โขน)ที่ตนเองมี เพื่อเปิดพื้นที่ให้ครู ศิลปิน ชุมชน และร่างกายในแต่ละพื้นที่เป็นผู้ให้ความรู้ กระบวนการจึงเริ่มจาก ฟัง → สังเกต → ตั้งคำถาม → ทดลอง → วิเคราะห์ ก่อนการสร้างงาน


2. ผมเปลี่ยนจากการเก็บ “ท่าฟ้อน” ไปสู่การค้นหา “ระบบของการฟ้อน”

ไม่หยุดอยู่ที่คำถามว่า ท่านี้ชื่ออะไร หรือทำอย่างไร แต่ถามต่อว่า ทำไมร่างกายจึงเคลื่อนไหวเช่นนี้ และอะไรเป็นตัวกำหนดการเคลื่อนไหว เป้าหมายจึงไม่ใช่การสะสมรูปแบบ แต่เป็นการค้นหา กฎ โครงสร้าง และตรรกะที่อยู่เบื้องหลังรูปแบบ ซึ่งเป็นหลักคิดสำคัญที่เชื่อมโยงกับ No.60


3. เปลีืยนจาก Vocabulary สู่ Grammar — จาก “ท่า” สู่ “ไวยากรณ์”

หากท่าฟ้อนแต่ละท่าคือ “คำศัพท์” สิ่งที่สำคัญกว่าคือกฎที่ทำให้คำเหล่านั้นเชื่อมต่อและสร้างความหมายได้ การศึกษาจึงเคลื่อนจาก What is the movement? ไปสู่ How does movement generate meaning? นี่คือที่มาของแนวคิด Grammar of Living Bodies — ไวยากรณ์ของร่างกายที่มีชีวิต


4. เปรียบเทียบโดยไม่ทำให้เหมือนกัน — Comparability without Homogenization

การนำความรู้จากหลายจังหวัดมาอยู่ร่วมกันไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อสร้าง “มาตรฐานฟ้อนล้านนา” แบบเดียว แต่เพื่อมองเห็นทั้ง สิ่งที่ร่วมกันและสิ่งที่แตกต่างกัน ความแตกต่างไม่ใช่ปัญหาที่ต้องกำจัด แต่คือข้อมูลที่ทำให้เราเข้าใจว่าภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ความเชื่อ ดนตรี และวิถีชีวิตสร้างร่างกายที่แตกต่างกันอย่างไร


5. ร่างกายคือระบบความรู้ — The Body as a Knowledge System

ร่างกายไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือสำหรับแสดงวัฒนธรรม แต่เป็น คลังความรู้ที่มีชีวิต ความทรงจำ พิธีกรรม ดนตรี ธรรมชาติ อาชีพ ความเชื่อ และประวัติศาสตร์ของชุมชนถูกบันทึกอยู่ในวิธีที่มนุษย์ยืน เดิน บิด หมุน ก้าว และเคลื่อนไหว ดังนั้นการศึกษาการฟ้อนจึงเท่ากับการ “อ่านความรู้ผ่านร่างกาย”


6. จาก Research สู่ Laboratory — ความรู้ต้องถูกทดลอง

ข้อมูลที่เก็บมาไม่ควรจบลงในเอกสารหรือคลังข้อมูล แต่ต้องถูกนำกลับมา ใช้ ทดลอง รื้อประกอบ เปรียบเทียบ และตั้งคำถามใหม่ พื้นที่การแสดงจึงไม่ใช่เพียงเวทีนำเสนอผลงาน แต่เป็น ห้องทดลองทางความรู้ (Knowledge Laboratory) ที่ทำให้เราเห็นว่าประเพณีสามารถผลิตความรู้ใหม่ได้อย่างไร


7. ศึกษาประเพณีเพื่อสร้างอนาคต ไม่ใช่เพียงรักษาอดีต — Tradition as Future Knowledge

เป้าหมายสุดท้ายไม่ใช่การถามเพียงว่า “อดีตเคยเป็นอย่างไร” แต่ต้องถามว่า “ความรู้จากอดีตยังสามารถทำอะไรได้อีกในอนาคต” ประเพณีจึงไม่ใช่วัตถุที่รอการอนุรักษ์ แต่เป็นระบบความรู้ที่ต้องถูกใช้ เดินทาง เปลี่ยนแปลง และสร้างสิ่งใหม่


“ฟ้อนเมือง เมืองฟ้อน ไม่ได้ศึกษาว่าคนล้านนาฟ้อนอะไร แต่ศึกษาว่า ร่างกายล้านนาคิดอย่างไร และความคิดที่อยู่ในร่างกายนั้นจะเดินทางไปสู่อนาคตได้อย่างไร”

ฟ้อนเมือง เมืองฟ้อน ไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อ “ต่อยอด” การฟ้อนของล้านนา

เพราะคำว่า ต่อยอด ทำให้เราคิดว่ามีเส้นทางเพียงเส้นเดียว มีฐานอยู่ข้างล่าง และมีใครบางคนมีหน้าที่พามันขึ้นไปให้สูงกว่าเดิม

แต่สำหรับผม วัฒนธรรมไม่ได้เติบโตเช่นนั้น

การฟ้อนของแต่ละพื้นที่มีรากของมันอยู่แล้ว

มีดิน มีความทรงจำ มีครู มีชุมชน มีความเชื่อ และมีภูมิปัญญาที่หล่อเลี้ยงมันมาเป็นเวลานาน

สิ่งที่โครงการนี้ต้องการจึงไม่ใช่การพามันขึ้นไปให้สูงกว่าเดิม

แต่คือ สร้างเงื่อนไขให้การฟ้อนที่มีชีวิตอยู่แล้ว ได้ออกดอกและออกผล

เมื่อออกดอก เราจะได้เห็นความงามที่แตกต่าง

เมื่อออกผล เราจะได้พบความรู้ใหม่

และเมื่อผลนั้นสร้างเมล็ดพันธุ์ เมล็ดเหล่านั้นไม่จำเป็นต้องเติบโตกลับมาเป็นต้นไม้ต้นเดิม

มันอาจเดินทางไปตกบนดินอีกผืนหนึ่ง

พบคนรุ่นใหม่

พบสังคมใหม่

พบคำถามใหม่

และเติบโตขึ้นเป็นต้นไม้อีกแบบหนึ่ง

เราไม่ได้ต้องการสร้างต้นไม้ล้านนาให้ใหญ่ขึ้นเพียงต้นเดียว

แต่ต้องการให้ความรู้ของล้านนาแตกเมล็ดออกไป

จนเกิดต้นไม้ใหม่อีกนับไม่ถ้วน

มันคือหลักฐานว่าวัฒนธรรมนั้นยังมีชีวิต

เพราะหน้าที่ของเราไม่ใช่การกำหนดว่าต้นไม้ต้นต่อไปต้องมีรูปร่างอย่างไร

หน้าที่ของเราคือ

ทำให้ความรู้สามารถออกดอก

ทำให้ประสบการณ์สามารถออกผล

และทำให้เมล็ดพันธุ์มีอิสระที่จะเลือกว่าจะเติบโตเป็นอะไร

นี่คือสิ่งที่ ฟ้อนเมือง เมืองฟ้อน ต้องการทิ้งไว้

ไม่ใช่ผลงานหนึ่งชิ้น

แต่คือความเป็นไปได้ที่จะเกิดผลงานอีกนับไม่ถ้วน

และไม่ใช่อนาคตที่ผมเป็นผู้กำหนดให้การฟ้อนล้านนา

แต่คือความสามารถของการฟ้อนล้านนา

ที่จะสร้างอนาคตของตัวเอง

พิเชษฐ กลั่นชื่น ผู้ก่อตั้ง PKDC ศิลปินศิลปาธร สาขาศิลปะการแสดง พ.ศ.2549 และศิลปินรางวัลฟูกูโอกะ พ.ศ.2569 

ผู้ร่วมดำเนินโครงการฟ้อนเมือง เมืองฟ้อน ร้อยเรียงศิลปะการแสดงล้านนา 8 จังหวัดภาคเหนือ


S__66535456.jpg

บทความโดย พิเชษฐ กลั่นชื่น ผู้ก่อตั้ง PKDC ศิลปินศิลปาธร สาขาศิลปะการแสดง พ.ศ.2549 และศิลปินรางวัลฟูกูโอกะ พ.ศ.2569 
ผู้ร่วมดำเนินโครงการฟ้อนเมือง เมืองฟ้อน ร้อยเรียงศิลปะการแสดงล้านนา 8 จังหวัดภาคเหนือ

โครงการฟ้อนเมือง เมืองฟ้อน ร้อยเรียงศิลปะการแสดงล้านนา 8 จังหวัดภาคเหนือ โดยคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย PKDC และ Greater Chiang Mai

พิเชษฐ กลั่นชื่น ผู้ก่อตั้ง PKDC ศิลปินศิลปาธร สาขาศิลปะการแสดง พ.ศ.2549 และศิลปินรางวัลฟูกูโอกะ พ.ศ.2569 
ผู้ร่วมดำเนินโครงการฟ้อนเมือง เมืองฟ้อน ร้อยเรียงศิลปะการแสดงล้านนา 8 จังหวัดภาคเหนือ