เวิร์คชอปช่วงเช้า
คุณครูอาวุโส
1. ครูจันทนา วงษ์คำ (ฟ้อนเผียไหม)
2. ดร.อนุกูล ศิริพันธุ์ (ฟ้อนพญาจ่าฟ้อน)
3. พ่อเฮือน ก๋าแก่น และ ว่าที่ร้อยเอกสุพจน์ ใจรวมกูล (ฟ้อนเจิง)
4. ครูวีรศักดิ์ ของเดิม (ฟ้อนเจิง)
5. วงกลองมองเซิง อ.แม่เมาะ
ฟ้อนเมือง ฟ้อนดาบ และร่างกายของครูสูงวัย
อาจารย์แมว อธิบายว่าฟ้อนเมืองใช้ทั้งตัว และสร้างท่าด้วยตัวเอง โดยเรียนจากอาจารย์ศัก รัตนะชัย จุดเริ่มต้นไม่ใช่ท่ารำ แต่เริ่มจากการร้องเพลงก่อน เพลงและคำร้องบรรยายท่ารำ แล้วร่างกายจึงทำท่าตามเนื้อร้อง สิ่งนี้ทำให้เห็นว่า ภาษา เสียง และร่างกายไม่ได้แยกกัน แต่สร้างความหมายร่วมกัน
ฟ้อนดาบแบบอาจารย์ศัก รัตนะชัยมีลักษณะผสมระหว่างตะวันตกกับแบบพื้นเมืองในระยะเริ่มต้น มีท่าเกี่ยวเกล้า แยกขา และใช้เพลง คำร้อง และร่างกายร่วมกัน การนำเสนอของช่างฟ้อนในครั้งนี้มีคำร้องของเพลงเข้ามาเกี่ยวข้องซึ่งแตกต่างจากหลายจังหวัดที่ผ่านมาการปรับตัวของการฟ้อนให้เข้ารับรูปแบบใหม่ใช้ภาษาเป็นสิ่งกำหนดท่าฟ้อน ให้เพลงกำหนดจังหวะ มีความทันสมัยมากขึ้น
ดร.อนุกูล ศิริพันธุ์ (ฟ้อนพญาจ่าฟ้อน)
ข้อมูลเรื่องฟ้อนเทวดา ฟ้อนเจ้าฟ้า วัดปงสนุก แห่กลองซิงมอง และฟ้อนลาวกระทบไม้ ทำให้เห็นว่าฟ้อนสัมพันธ์กับวัด เจ้านาย ศาสนา และพิธีกรรม ผี
หัวใจของฟ้อนเทวดาคือดนตรีและจินตนาการตามอารมณ์ ฟ้อนไม่ได้เกิดจากการจำท่าเท่านั้น แต่เกิดจากการปล่อยให้ดนตรีนำร่างกายเข้าสู่ภาวะจินตนาการ การเดินทางไปมาระหว่างโลกของความจริงและโลกทางจิตวิญญานโดยใช้ร่างกายและการฟ้อนเป็นเครื่องมือนการก้าวข้ามหรือเชื่อโยงสองพื้นที่เข้าหากัน ลำบางมีการฟ้อนผีในหลายๆพื้นที่และยังคงแข็งแรงในด้านความ เชื่อแต่สิ่งที่แตกต่างอย่างมากกับจังหวัดอื่นหรือการฟ้อนอื่นคือฟ้อนผีไม่อนุญาติให้ทุกคนเข้าไปมีส่วนร่วมในการเรียนรู้หรือการฟ้อนได้ ต้องเป็นผู้ที่ถูกเลือกเท่านั้น
ต่อมาเมื่อบริบทเปลี่ยน ฟ้อนถูกนำไปใช้กับอีเวนต์ นักท่องเที่ยว และการสร้างรายได้จากศิลปะ นี่คือการเปลี่ยนจากพิธีกรรมไปสู่การแสดงร่วมสมัย
แม่จันทร์หอม อายุ 85 ปี — ฟ้อนมองเซิง / ฟ้อนไทยใหญ่ แม่จันทร์หอมเรียนฟ้อนตั้งแต่อายุ 20 ปี ได้รับอิทธิพลจากรัฐฉาน / ไทยใหญ่ ฟ้อนในงานปีใหม่ 15–16 เมษายน
ลักษณะฟ้อนมีท่าหลักหนึ่งท่า ฟ้อนไปเรื่อย ๆ มีการด้นสด ฟ้อนด้วยความสุข ก่อนฟ้อนต้องไหว้ครูและสวดมนต์ ร่างกายวัย 85 ปีของแม่จันทร์หอมจึงไม่ใช่ร่างกายที่เสื่อมถอยเท่านั้น แต่เป็นร่างกายที่เก็บความทรงจำของฟ้อนไว้ยาวนานกว่า 60 ปี ประสพการณ์ ความรู้ ทำให้ท่าฟ้อนเพียงหนึ่งท่างอกงามออกมาได้อย่างอย่างต่อเนื่องในช่วงเวลาของการฟ้อน หนึ่งเป็นร้อย ร้อยเป็นพัน เคลือวันพันไม้
นายเรื่อง ตากแดง อายุ 82 ปี — ฟ้อนเจิง ที่เรียนฟ้อนที่วัดกับครู ไปเรียนกับเพื่อนเพื่อช่วยกันจำท่า และนอนวัดระหว่างเรียน หลักการสอนสำคัญคือ ครูฟ้อนให้ดู 3 ท่า ท่าต้องเหมาะกับตัวบุคคล ไม่จำเป็นต้องสูงเท่า ดีเท่า หรือเหมือนคนอื่นทุกประการ นี่เป็นหลักคิดสำคัญมาก เพราะฟ้อนไม่ได้บังคับร่างกายให้เหมือนกัน แต่ยอมรับความแตกต่างของร่างกายแต่ละคน
ตัวอย่างเรื่องราวในท่า เช่น จับปลา ตัวเล็กปล่อย เอาตัวใหญ่ สุดท้ายได้ปลาไหล แสดงให้เห็นว่าท่าฟ้อนเกิดจากชีวิตประจำวันและเรื่องเล่าของชุมชน
เวิร์คชอปช่วงบ่าย
กระบวนการเรียนรู้ในช่วงบ่ายนำองค์ความรู้จากครูภูมิปัญญามาสู่การทดลองเชิงปฏิบัติ ผู้เข้าร่วมได้ทดลองแบบฝึก “4 ลำดับขั้นของสิ่งมีชีวิต” ซึ่งใช้เป็นภาษากลางในการทำความเข้าใจโครงสร้างของการเคลื่อนไหว เริ่มจากจุดกำเนิดเล็ก ๆ การขยายตัว การสร้างความสัมพันธ์และการเชื่อมโยง ก่อนพัฒนาไปสู่การเคลื่อนไหวที่สมบูรณ์กระบวนการนี้ช่วยให้ผู้เข้าร่วมมองเห็นว่าท่าฟ้อนและการเคลื่อนไหวต่าง ๆ ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน แต่ค่อย ๆ พัฒนาจากระบบภายในของร่างกาย คล้ายการเติบโตของสิ่งมีชีวิตที่มีวิวัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
จากนั้นผู้เข้าร่วมได้สำรวจแนวคิดเรื่อง “พื้นที่ว่าง” ทั้งพื้นที่ว่างภายในร่างกาย พื้นที่ระหว่างอวัยวะ และพื้นที่ระหว่างผู้แสดงกับผู้ชม เพื่อให้เห็นว่าการเคลื่อนไหวไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในตำแหน่งของท่าฟ้อน แต่เกิดขึ้นผ่านความสัมพันธ์ของร่างกายกับพื้นที่โดยรอบ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความหมายและการรับรู้ของผู้ชม
อีกส่วนหนึ่งของกระบวนการมุ่งเน้นการใช้จินตนาการเป็นตัวขับเคลื่อนการเคลื่อนไหว โดยนำแนวคิดจากฟ้อนเทวดาและฟ้อนมองเซิงมาทดลองปฏิบัติ ผู้เข้าร่วมได้ฟังดนตรีและปล่อยให้ร่างกายตอบสนองต่ออารมณ์ ภาพ และความรู้สึกที่เกิดขึ้น โดยไม่ยึดติดกับรูปแบบท่ารำตายตัว ทำให้เห็นว่าการฟ้อนจำนวนมากเกิดขึ้นจากการเดินทางระหว่างโลกของความจริง ความทรงจำ และจินตนาการ