หัวข้อที่เกี่ยวข้อง

โครงการฟ้อนเมือง เมืองฟ้อน

ร้อยเรียงศิลปะการแสดงล้านนา 8 จังหวัดภาคเหนือ

Loading...
Fonmuang
กำลังโหลดข้อมูล... 0%
Article

เวิร์คช็อป

เวิร์คช็อป ถอดรหัส "ฟ้อน" จังหวัดแพร่

โครงการฟ้อนเมือง เมืองฟ้อน ร้อยเรียงศิลปะการแสดงล้านนา 8 จังหวัดภาคเหนือ โดยคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย PKDC และ Greater Chiang Mai

ขอเชิญร่วมเวิร์คช็อป ถอดรหัส “ฟ้อน” จังหวัดแพร่ เพื่อร่วมเรียนรู้กับพ่อครูแม่ครูฟ้อนเมืองรุ่นอาวุโส และแลกเปลี่ยนหลักการความสร้างสรรค์ร่วมสมัยกับพี่พิเชษฐ กลั่นชื่น (ศิลปินศิลปธร)

วันพุธที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2569 เวลา 9.30-17.00 น. ณ ห้องจรัสฉายไพฑูรย์ โรงเรียนนารีรัตน์

เวิร์คช็อป ถอดรหัส "ฟ้อน" จังหวัดแพร่

บทสรุปภาพรวม

เวิร์คชอปช่วงเช้

คุณครูอาวุโส
1.ครูกฤษณา กาญจนสุระกิจ ครูฟ้อนกลองอืด
2. แม่ครูลําดวน สุวรรณภูคํา  แม่ครูซอ 
3. พ่อครูเฉลิม เรือนปรางค์ พ่อครูฟ้อนดาบ 

ฟ้อนเมืองแพร่ เป็น การจัดการพื้นที่ว่างและน้ำหนักร่างกาย
ข้อมูลจากแม่ครูบัวตองเรื่องฟ้อนก๋องกึง ทำให้เห็นว่าฟ้อนแพร่มีโครงสร้างชัดเจน มี 10 แม่ท่า 15 กระบวนฟ้อน และก้าวเท้า 5 จังหวะ ระบบการเรียนการสอนมีการร่วมรวมและปรับปรุงรูปแบบวิธีการให้เป็นระบบอย่างชัดแจน

ลักษณะท่ามีความดุดัน มือต้องตั้ง ชี้ขึ้นฟ้า ตัวอย่างท่า เช่น เสือลากหาง บังสุริยา บิดบัวบาน กังหันร่อน สอดสร้อยมาลา ผาลาเพียงไหล่ เป็นต้น 

ฟ้อนแพร่มีลักษณะเด่นเรื่องการจัดการพื้นที่ว่างของท่าฟ้อน การเปลี่ยนท่า การถ่ายน้ำหนัก และการหันข้างให้ผู้ชมในจังหวะเปลี่ยนท่าในทุกครั้ง 

ความสำคัญจึงอยู่ที่การจัดการเวลา ร่างกาย และสายตาผู้ชม ท่าหนึ่งไม่ควรยาวจนผู้ชมเบื่อ การเปลี่ยนท่าเกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้น ๆ และใช้การหันข้างเป็นกลไกซ่อนการเปลี่ยนน้ำหนัก

แม่ครูลำดวล ขับซอ / ฟ้อนแง้น การเรียนช่างซอเริ่มจากการเอาข้าวสารไปให้ครู ต้องช่วยงานบ้านครู และมีพิธีกัดอ้อ น้ำไหล ตามประเพณีครู แสดงให้เห็นว่าการเรียนศิลปะไม่ใช่การซื้อวิชา แต่เป็นการเข้าไปอยู่ในระบบความสัมพันธ์กับครู
ฟ้อนแง้นเป็นฟ้อนล้านนาตะวันตก เชียงใหม่–แพร่ ทำงานผ่านการขยับตัว ถ่ายน้ำหนัก เหวี่ยงตัว และฟ้อนออกด้านข้าง เทคนิคสำคัญคือ ขาปัก ตัวบิด ย่อลง เหวี่ยงตัวเป็นเลข 8 ใช้แขนสองข้างปรับสมดุล และจัดการกล้ามเนื้อหน้าขาเพื่อรองรับน้ำหนักตัวและแรงกดทับของแรงโนมถ่วงของโลกให้สามารถโค้งร่างกายในท่าหงายหน้าหัวลงไปที่พื้นให้ได้ท่าทางดังกว่าเป็นโครงสร้างร่างกายที่ฝืนธรรมชาติ การขยับตัวไปตามจังหวะเพลงเปลี่ยนการรับน้ำหนักตัวไปที่หน้าขาซ้ายและขว่าสลับกันทำให้ลดอาการบาดเจ็บและร่างการสามารถโคงตัวหัวแตะลงไปที่พื้นได้ เป็นทักษะการใช้เทคนิคการใช้ร่างกายขั้นสูงอีกวิธีการหนึ่งในงานฟ้อนพื้นบ้าน 

คว่ำมือเป็น “ลาย” หงายมือเป็น “ดอก” แสดงให้เห็นว่ามือไม่ใช่เพียงอวัยวะ แต่เป็นระบบภาษา เป็นพูกันที่แต่งเต้มในอากาศเป็นภาพวาดที่เกิดขึ้นนิ้วมือของช่างฟ้อน

พ่อครูเหลิม  ฟ้อนดาบ ฟ้อนดาบมี 32 ท่า เป็นความรู้ที่ครูจดจำไว้ในร่างกาย ไม่ใช่เพียงการถืออาวุธ แต่เป็นระบบความหมายของการต่อสู้

ประเด็นสำคัญคือ ต้องเข้าใจความหมายของท่าดาบ ไม่ใช่จำท่าอย่างเดียว ท่า 32 จึงอาจถูกมองได้ว่าเป็น “ห้องสมุดการบันทึกผ่านร่างกาย” ร่างกายของครูคือห้องสมุดที่เก็บความรู้ ภูมิปัญญา อดีต ชื่อท่า เรื่องเล่า คัมภีร์ ความหมาย และหลักการวางท่าต่อสู้เอาไว้ 

เวิร์คชอปช่วงบ่า

กระบวนการเรียนรู้ในช่วงบ่ายนำองค์ความรู้ที่ได้รับจากครูภูมิปัญญามาสู่การทดลองเชิงปฏิบัติ โดยมุ่งสำรวจแนวคิดเรื่อง “พื้นที่ว่าง” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของฟ้อนเมืองแพร่ ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้ว่าการเคลื่อนไหวไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในตำแหน่งของร่างกายเท่านั้น แต่ยังเกิดขึ้นผ่านพื้นที่ระหว่างอวัยวะ พื้นที่ระหว่างท่าฟ้อน และพื้นที่ว่างที่ผู้ชมรับรู้ได้จากการเคลื่อนไหว

แบบฝึกแรกเน้นการวิเคราะห์โครงสร้างของท่าฟ้อน เพื่อค้นหาช่องว่างภายในระบบการเคลื่อนไหว เช่น พื้นที่ระหว่างการเปลี่ยนท่า การถ่ายน้ำหนัก หรือจังหวะพักของร่างกาย ก่อนทดลองเติมองค์ประกอบใหม่เข้าไปในพื้นที่เหล่านั้น โดยยังคงรักษาโครงสร้างหลักของท่าเดิมเอาไว้

จากนั้นผู้เข้าร่วมได้ทดลอง ประกอบใหม่ โดยนำองค์ประกอบเดิมของท่าฟ้อนมาสลับและปรับเปลี่ยน ไม่ว่าจะเป็นจังหวะ ทิศทาง ความเร็ว ระดับของร่างกาย หรือรูปแบบการใช้พื้นที่ แต่ยังคงรักษาแก่นสำคัญของท่าไว้ เพื่อสำรวจว่าความเป็นอัตลักษณ์ของท่าฟ้อนอยู่ที่ส่วนใดของโครงสร้างการเคลื่อนไหว

กระบวนการดังกล่าวเชื่อมโยงโดยตรงกับองค์ความรู้จากฟ้อนก๋องกึง ฟ้อนแง้น และฟ้อนดาบ ที่แสดงให้เห็นว่าการเคลื่อนไหวพื้นบ้านมิได้เป็นเพียงรูปทรงที่ตายตัว หากเป็นระบบที่ประกอบด้วยจังหวะ การถ่ายน้ำหนัก การจัดการพื้นที่ และความสัมพันธ์ระหว่างส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ผู้เข้าร่วมจึงได้เรียนรู้ว่าการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ไม่จำเป็นต้องละทิ้งรูปแบบดั้งเดิม แต่สามารถเกิดขึ้นได้จากการทำความเข้าใจโครงสร้างภายในอย่างลึกซึ้ง แล้วนำองค์ประกอบเหล่านั้นมาจัดเรียงใหม่ในบริบทที่แตกต่างออกไป

การทดลองในช่วงบ่ายจึงเป็นกระบวนการเปลี่ยนจากการจดจำท่าฟ้อน ไปสู่การเข้าใจหลักคิดที่อยู่เบื้องหลังการเคลื่อนไหว ทำให้ผู้เข้าร่วมสามารถมองเห็นศักยภาพของศิลปะพื้นบ้านในฐานะแหล่งองค์ความรู้ที่สามารถวิเคราะห์ ต่อยอด และสร้างสรรค์ได้อย่างไม่สิ้นสุด โดยยังคงเชื่อมโยงกับรากฐานทางวัฒนธรรมเดิมอย่างชัดเจน

Summarizer
โดย คุณพิเชษฐ กลั่นชื่น
ผู้ก่อตั้ง PKDC ศิลปินศิลปาธร สาขาศิลปะการแสดง พ.ศ.2549 และศิลปินรางวัลฟูกูโอกะ พ.ศ.2569
ผู้ร่วมดำเนินโครงการฟ้อนเมือง เมืองฟ้อน ร้อยเรียงศิลปะการแสดงล้านนา 8 จังหวัดภาคเหนือ