หัวข้อที่เกี่ยวข้อง

โครงการฟ้อนเมือง เมืองฟ้อน

ร้อยเรียงศิลปะการแสดงล้านนา 8 จังหวัดภาคเหนือ

Loading...
Fonmuang
กำลังโหลดข้อมูล...
Article

เวิร์คช็อป

"ฟ้อนเมือง เมืองฟ้อน" น่าน

โครงการฟ้อนเมือง เมืองฟ้อน ร้อยเรียงศิลปะการแสดงล้านนา 8 จังหวัดภาคเหนือ โดยคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย PKDC และ Greater Chiang Mai

ขอเชิญร่วมเวิร์คช็อป ถอดรหัส “ฟ้อน” จังหวัดน่าน เพื่อร่วมเรียนรู้กับพ่อครูแม่ครูฟ้อนเมืองรุ่นอาวุโส และแลกเปลี่ยนหลักการความสร้างสรรค์ร่วมสมัยกับพี่พิเชษฐ กลั่นชื่น (ศิลปินศิลปธร)

ในวันอังคารที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569 เวลา 9.30-17.00 น. ณ ห้องประชุม มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย วิทยาเขตนครน่าน เฉลิมพระเกียรติ

"ฟ้อนเมือง เมืองฟ้อน" น่าน

บทสรุปภาพรวม

เวิร์คชอปช่วงเช้า

คุณครูอาวุโส
1. แม่คำมิ่ง ยาสาร ครูฟ้อนล่องน่านโบราณ
2. คุณครูลิขิต จันทรกำธร ครูฟ้อนล่องน่านสายเจ้านายเวียงสา
3. คุณครูอรพรรณ เกียรตินิยมดี ครูฟ้อนลองน่าน 9 ท่า ของ สนง.วธ. น่าน

ฟ้อนน่าน : แม่คำมิ่ง ยาสาร ร่างกาย น้ำ และการรักษาสมดุล เทคนิคการฟ้อนเกิดจากแรงโนมถ่วงตามธรรมชาติบนเรือและการปรับสมดุลของร่างกาย

ข้อมูลจากน่านมีความสำคัญมาก เพราะทำให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างฟ้อนกับภูมิประเทศ โดยเฉพาะแม่น้ำน่านเชื่อมโยงภูมิประเทศกับการฟ้อนเทคนิคการฟ้อนเข้าไว้ด้วยกัน

คณครูลิขิต จันทรกำธร    ครูฟ้อนล่องน่านสายเจ้านายเวียงสา

ฟ้อนลายงามมีลักษณะการยุบตัวหนักกว่าพื้นที่อื่น มีการโยกตัวชัด มือออกนอกตัว และท่า “กาตากปีก” ใหญ่ กว้าง และสำคัญมาก การฟ้อนไม่เรียงลำดับตายตัว แต่สามารถแตกลายด้วยตัวเอง

ฟ้อนน่านมีลักษณะผสมทั้งความเป็นชายและหญิง โดยเฉพาะฟ้อนแบบราชสำนักหรือฟ้อนมองเซิง ซึ่งมีการยกเท้าสูง คล้ายเจิง แต่ยังอยู่ในโลกของฟ้อน คนเมืองบางกลุ่มมองว่าไม่สุภาพ เพราะท่าออกสุดตีน สุดมือ และมีรากจากร่างกายผู้ชาย

ท่าฟ้อนสำคัญ เช่น ชักกระบี่ บัวชูฝัก ชักแป้งปัดหน้า เกลี้ยวเกล้า บังวัน พายเรือ สาวไหม เก็บบัว กาตากปีก และผาลาด ล้วนเป็นท่าที่มีความหมาย ไม่ใช่เพียงรูปทรง

ฟ้อนบูชาพระธาตุแช่แห้งทำให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างมือกับการบูชา จีบมือคือการบูชา สองนิ้วแทนธูป และสามนิ้วแทนธูปสามดอก ร่างกายจึงเป็นเครื่องประกอบพิธีกรรม มีการด้นสด และความหมายในทุกการเคลื่อนไหวอย่างชัดแจน เป็นข้อยืนยันอย่างชัดแจนอีกครั้งว่าทำไมงานแบบพื้นบ้านถึงคงอยู่ได้มาจนถึงปัจจุปันด้วยเหตุผลที่ศิลปะ เปิดพื้นที่ให้ผู้เรียนปรับปรุงเปลี่ยนแปลงได้ตามสถานการณืเหตุการ พื้นที่ เวลาได้ตามความเหมาะสม

ฟ้อนร่องน่าน คุณครูอรพรรณ เกียรตินิยมดี ฟ้อนร่องน่านมีต้นตำรับเดิม 6 ท่า ต่อมาปรับเป็น 9 ท่า มี 54 ห้องเพลง และแต่ละท่าทำ 6 รอบ

ท่าโยกมีที่มาจากการฟ้อนในเรือ ผู้ฟ้อนต้องรักษาสมดุลกับคลื่นน้ำ เมื่อขึ้นมาฟ้อนบนพื้น ร่างกายจึงยังคงการโยก การย่อ และการถ่ายน้ำหนักตามคลื่นไว้

นี่คือองค์ความรู้สำคัญมาก เพราะแสดงให้เห็นว่า ท่าฟ้อนไม่ได้เกิดจากความสวยงามลอย ๆ แต่เกิดจากสถานการณ์จริงของชีวิต เกิดจากเรือ น้ำ คลื่น และการเอาตัวรอดของร่างกาย สมดุล แรงโนมถ่วงตามธรรมชาติ เป็นสิ่งที่ต้องพิจรณา ในหลักการ ระหว่างการกำหนดรูปแบบของท่ารำอย่างชัดแจนและตั้งเป็นบรรทัดฐานในระบบการศึกษากับการปล่อยให้การฟ้อนดำเนินไปตามวิธีแบบตั้งเดิมที่มีความหลายหลายสูญหายบ้างเริ่มขึ้นใหม่บ่างอะไรคือสิ่งที่เหมาะสมหรือจะหารจุดร่วมกันระหว่าสองรูปแบบนี้อย่างไร 
หากต้องการเข้าใจฟ้อนร่องน่านจริง ต้องกลับไปเรียนในเรือ เพราะเรือคือห้องเรียนดั้งเดิมของฟ้อนชุดนี้

เวิร์คชอปช่วงบ่า

กระบวนการเรียนรู้ในช่วงบ่ายต่อยอดจากองค์ความรู้ที่ได้รับจากครูฟ้อนในช่วงเช้า โดยมุ่งสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างร่างกาย สภาพแวดล้อม และความหมายที่ซ่อนอยู่ภายในท่าฟ้อน ผู้เข้าร่วมได้ทดลองนำแบบฝึกและหลักการจากภูมิปัญญาของครูโบราณมาปรับใช้กับร่างกายของตนเอง เพื่อทำความเข้าใจว่าท่าฟ้อนไม่ได้เป็นเพียงรูปแบบการเคลื่อนไหวที่ต้องจดจำ แต่เป็นระบบความรู้ที่เชื่อมโยงกับวิถีชีวิต ภูมิประเทศ และประสบการณ์ของผู้คน
แบบฝึกสำคัญประการหนึ่งคือการสร้างและขยายความหมายของท่าฟ้อน โดยนำท่าดั้งเดิม เช่น “ท่าบังวัน” มาใช้เป็นจุดเริ่มต้นในการตีความใหม่ ผู้เข้าร่วมได้ทดลองเปลี่ยนบริบทของท่า กำหนดช่วงเวลา สถานการณ์ หรือจินตนาการที่แตกต่างกัน ส่งผลให้ตำแหน่งของมือ ทิศทางการมอง การใช้พื้นที่ และคุณภาพของการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงไป แม้จะยังคงอยู่บนโครงสร้างเดียวกันของท่าเดิม กระบวนการนี้ช่วยให้เห็นว่าท่าฟ้อนพื้นบ้านมีความยืดหยุ่นและเปิดพื้นที่ให้เกิดการตีความใหม่ได้อยู่เสมอ
อีกส่วนหนึ่งของเวิร์คชอปมุ่งเน้นการฝึกสมดุลของร่างกาย โดยอ้างอิงจากรากฐานของฟ้อนล่องน่านที่มีความสัมพันธ์โดยตรงกับการดำรงอยู่บนเรือ ผู้เข้าร่วมได้ทดลองรับรู้การถ่ายน้ำหนัก การโยกตัว และการปรับสมดุลของร่างกายภายใต้เงื่อนไขที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เพื่อทำความเข้าใจว่าการเคลื่อนไหวจำนวนมากในฟ้อนน่านมีจุดกำเนิดจากการตอบสนองต่อแรงโน้มถ่วง คลื่นน้ำ และการรักษาสมดุลของร่างกายในสถานการณ์จริง
นอกจากนี้ ยังมีการสำรวจเทคนิคการใช้เท้าและการเดิน ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของฟ้อนล่องน่าน ผู้เข้าร่วมได้ฝึกการเคลื่อนน้ำหนักจากเท้าหนึ่งไปสู่อีกเท้าหนึ่ง การย่อ การโยก และการเดินที่สัมพันธ์กับจังหวะภายในของร่างกายมากกว่าการนับจังหวะแบบตายตัว ทำให้เข้าใจว่าการเคลื่อนไหวของเท้าไม่ได้เป็นเพียงการพาร่างกายเคลื่อนที่ในพื้นที่ แต่เป็นกลไกสำคัญในการสร้างสมดุล ถ่ายทอดพลังงาน และกำหนดคุณภาพของการฟ้อนทั้งหมด
กระบวนการในช่วงบ่ายจึงเป็นการเชื่อมโยงองค์ความรู้จากอดีตสู่การปฏิบัติร่วมสมัย ผ่านการทำความเข้าใจที่มาของท่าฟ้อนในฐานะผลลัพธ์ของภูมิประเทศ วิถีชีวิต และสภาพแวดล้อม ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้ว่าความหมายของการฟ้อนไม่ได้อยู่เพียงในรูปทรงของท่ารำ แต่ยังอยู่ในหลักคิด การรับรู้ร่างกาย และความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับโลกที่รายล้อมอยู่รอบตัว การทดลองเหล่านี้เปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถตีความและต่อยอดองค์ความรู้ดั้งเดิมได้ โดยยังคงเชื่อมโยงกับรากฐานทางวัฒนธรรมของฟ้อนน่านอย่างลึกซึ้ง

Summarizer
โดย คุณพิเชษฐ์ กลั่นชื่น
ผู้ก่อตั้ง PKDC ศิลปินศิลปาธร สาขาศิลปะการแสดง พ.ศ.2549 และศิลปินรางวัลฟูกูโอกะ พ.ศ.2569
ผู้ร่วมดำเนินโครงการฟ้อนเมือง เมืองฟ้อน ร้อยเรียงศิลปะการแสดงล้านนา 8 จังหวัดภาคเหนือ