หัวข้อที่เกี่ยวข้อง

โครงการฟ้อนเมือง เมืองฟ้อน

ร้อยเรียงศิลปะการแสดงล้านนา 8 จังหวัดภาคเหนือ

Loading...
Fonmuang
กำลังโหลดข้อมูล...
Article

เวิร์คช็อป

"ฟ้อนเมือง เมืองฟ้อน" พะเยา

ครงการฟ้อนเมือง เมืองฟ้อน ร้อยเรียงศิลปะการแสดงล้านนา 8 จังหวัดภาคเหนือ โดยคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย PKDC และ Greater Chiang Mai

ขอเชิญร่วมเวิร์คช็อป ถอดรหัส “ฟ้อน” จังหวัดพะเยา เพื่อร่วมเรียนรู้กับพ่อครูแม่ครูฟ้อนเมืองรุ่นอาวุโส และแลกเปลี่ยนหลักการความสร้างสรรค์ร่วมสมัยกับพี่พิเชษฐ กลั่นชื่น (ศิลปินศิลปธร)

ในวันศุกร์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569 เวลา 9.30-17.00 น. ณ อาคารปฏิบัติธรรม วัดศรีโคมคำ พระอารามหลวง

"ฟ้อนเมือง เมืองฟ้อน" พะเยา

บทสรุปภาพรวม

เวิร์คชอปช่วงเช้า
คุณครูอาวุโส/คุณครูฟ้อน รับเชิญ
1. พระอาจารย์วิชัย ศรีจันทร์ และคณะจากเชียงคำ
2. แม่เสงี่ยม จุลเจริญ ฟ้อนเล็บวัดศรีโคมคำ
3. ครูหทัยทิพย์ ผ้าไทลื้อ กับวิถีไทลื้อเชียงคำ
4. แม่หวัน ยินดีและขับซอคณะสุริยา จากอำเภอดอกคำใต้
5. พ่อประเสริฐ กระกัด คณะขับลื้อ เชียงคำ

สิ่งที่เด่นชัด วัดในฐานะศูนย์กลางศิลปะในจังหวัดพะเยา พระสนับสนุนช่างซอ ช่างฟ้อน และทำหน้าที่คล้ายโปรดิวเซอร์ของชุมชน ศิลปะไม่ได้แยกออกจากชีวิตประจำวัน แต่เกิดขึ้นในงานบวช ขึ้นบ้านใหม่ งานบุญ และงานวัด ฟ้อนจึงไม่ใช่สิ่งที่อยู่บนเวทีเท่านั้น แต่เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต ตัวอย่างในการฟื้นคืนพื้นที่ทางศิลปะที่จะเกิดขึ้นได้อีกครั้งคือการทำงานร่วมกันระหว่างพระ วัด ชุมชน ประเทศไทยควรมองรูปแบบการจัดเทศกาลศิลปะหรือการอนุรักษ์ ผ่านวัดและงานบุญ 

แม่หวัน ยินดีและขับซอคณะสุริยา จากอำเภอดอกคำใต้ ช่างซอในพะเยามีบทบาทคล้ายนักวิจัย ก่อนซอทุกครั้งต้องศึกษาพื้นที่ รู้จักเจ้าภาพ รู้บริบท รู้เรื่องราวของชุมชน ช่างซอจึงเป็นทั้งนักข่าว นักมานุษยวิทยา และผู้เก็บข้อมูลทางวัฒนธรรม รอบรู้รับรู้เรื่องราวทั้งอดีตแบบดั้งเดิมและสถานการณ์สิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นในปัจจุปัน การสื่อสาร คลังภาษา อารมณ์ สถานการณ์ การศึกษารูปแบบของละครหรือการจะเป็นนักแสดงละครคารศึกษษ การขับซอ ช่างซอ 
การขับลื้อยังแสดงให้เห็นว่า ศิลปะเกิดจากความปรารถนา และภาษาเป็นเครื่องมือสร้างความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน
มีบริบทของพุทธศาสนาเป็นศูนย์กลาง ศิลปะเชื่อมโยงกับพิธีกรรม เช่น
-    ฟ้อนเล็บ
-    ขับซอ
-    ขับลื้อ (การเกี้ยวพาราสีผ่านบทเพลง)

สะท้อนบทบาทของศิลปะในชีวิต เช่น งานวัด งานศพ งานขึ้นบ้านใหม่ รวมถึงพิธีกรรมการเรียนรู้ เช่น การไหว้ครู การใช้เครื่องดนตรี (ปี่ สะล้อ ซอ)
ข้อค้นพบสำคัญ
1.    ศิลปะพื้นบ้านเป็นระบบที่มีชีวิต มีโครงสร้าง แต่เปิดให้ปรับเปลี่ยนตามผู้แสดง
2.    การเคลื่อนไหวเชื่อมโยงกับชีวิตจริง ทั้งการทำงาน การต่อสู้ และพิธีกรรม
3.    องค์ความรู้ไม่ได้อยู่แค่ในท่า แต่อยู่ในวิธีคิด เช่น วงกลม ความสัมพันธ์ของร่างกาย และพื้นที่
4.    ความร่วมสมัยมีอยู่แล้วในระบบพื้นบ้าน ไม่จำเป็นต้อง สร้างใหม่ แต่ต้อง มองเห็นและเรียบเรียงใหม่
ในจังหวัดพะเยา ศิลปะการแสดงเชื่อมโยงอย่างแนบแน่นกับบริบทของพุทธศาสนาและพิธีกรรมในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นฟ้อนเล็บ ขับซอ หรือขับลื้อ

กรณีของ “ขับซอ” แสดงให้เห็นว่าการเรียนรู้ไม่ได้เริ่มจากเทคนิค แต่เริ่มจากพิธีกรรม เช่น การไหว้ครู การใช้อ้อพญา และการอธิษฐาน ซึ่งเป็นการเตรียมสภาวะ ของผู้เรียนให้พร้อม

ขณะเดียวกัน พ่อประเสริฐ กระกัด คณะขับลื้อ เชียงคำ “ขับลื้อ” แสดงให้เห็นว่าการเคลื่อนไหวและเสียงสามารถทำหน้าที่เป็น ภาษา ที่ใช้สื่อสารความสัมพันธ์ เช่น การเกี้ยวพาราสี โดยมีรูปแบบและกติกาที่ชัดเจน เช่น การใช้พัดปิดปาก หรือการร้องรับส่งกันเป็นท่อน

สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า ศิลปะไม่ได้เป็นเพียงการแสดง แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบชีวิต ที่รวมทั้งความเชื่อ สังคม และการสื่อสารเข้าด้วยกัน ในกลวิธีและรูปแบบที่สวยงามเรียบง่าย

การลงพื้นที่จังหวัดพะเยาเผยให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างศิลปะการแสดงกับวิถีชีวิตและความเชื่อทางศาสนาอย่างชัดเจน โดยมีวัดเป็นศูนย์กลางของกิจกรรมทางวัฒนธรรม และศิลปะการฟ้อน การขับซอ และการขับลื้อ เป็นส่วนหนึ่งของระบบพิธีกรรมในชีวิตประจำวัน หนึ่งในกระบวนการเรียนรู้ที่สำคัญคือ ขับซอ ซึ่งไม่ได้เริ่มจากการฝึกเสียง แต่เริ่มจากพิธีกรรม เช่น การไหว้ครู การใช้อ้อพญา และการอธิษฐานก่อนการเรียนรู้ สิ่งนี้สะท้อนว่าองค์ความรู้ไม่ได้เป็นเพียง ทักษะ แต่เป็นความสัมพันธ์ ระหว่างผู้เรียน ครู และสิ่งศักดิ์สิทธิ์

นอกจากนี้ การใช้พัดปิดปากในการขับลื้อ ไม่ได้เป็นเพียงท่าทางเชิงสุนทรียะ แต่เป็น กลไกทางสังคม ที่ควบคุมความสัมพันธ์ระหว่างชายและหญิงในพื้นที่สาธารณะ เป็นตัวอย่างของการที่การเคลื่อนไหวทำหน้าที่เป็นภาษาที่มีความหมายเฉพาะในบริบทนั้น ๆ

ในระดับของการเคลื่อนไหว พบว่าโครงสร้างของฟ้อนและการขับซอมีความสัมพันธ์กับจังหวะชีวิต เช่น การเกี้ยวพาราสี การทำงาน และพิธีกรรมต่าง ๆ ทำให้เห็นว่าศิลปะไม่ได้แยกออกจากชีวิต แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบการดำรงอยู่

วิร์คชอปช่วงบ่าย

มุ่งเน้นการสำรวจความสัมพันธ์ระหว่าง เสียง จังหวะ คำ และร่างกาย โดยใช้เสียงเป็นจุดเริ่มต้นของการเคลื่อนไหว ผู้เข้าร่วมได้ทดลองฟังเสียงกลอง เสียงร้อง คำพูด และจังหวะต่าง ๆ ก่อนปล่อยให้ร่างกายตอบสนองต่อสิ่งที่ได้ยิน โดยไม่เริ่มจากการจำท่าฟ้อนสำเร็จรูป เพื่อสังเกตว่าการเคลื่อนไหวเกิดขึ้นจากการรับรู้ภายในอย่างไร

ผู้เข้าร่วมได้ทำแบบฝึกที่ให้เสียงเป็นผู้นำร่างกาย เช่น การเปลี่ยนจังหวะ ความดัง หรือคำสั่งสั้น ๆ เพื่อศึกษาว่าองค์ประกอบเหล่านี้ส่งผลต่อคุณภาพของการเคลื่อนไหวอย่างไร รวมถึงทดลองสร้างการเคลื่อนไหวจากคำหรือประโยคเดียวกัน แต่ตีความผ่านร่างกายที่แตกต่างกัน

อีกกิจกรรมหนึ่งคือแบบฝึก “4 ลำดับขั้นของสิ่งมีชีวิต” ซึ่งใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างและพัฒนาการเคลื่อนไหว เริ่มจากจุดกำเนิดเล็ก ๆ การขยายตัว การเชื่อมโยงความสัมพันธ์ และการพัฒนาไปสู่การเคลื่อนไหวที่สมบูรณ์ ผู้เข้าร่วมได้สังเกตว่าการเคลื่อนไหวแต่ละชุดสามารถเติบโต เปลี่ยนแปลง และแตกแขนงได้โดยยังคงรักษาโครงสร้างหลักบางอย่างเอาไว้

Summarizer
โดย คุณพิเชษฐ์ กลั่นชื่น
ผู้ก่อตั้ง PKDC ศิลปินศิลปาธร สาขาศิลปะการแสดง พ.ศ.2549 และศิลปินรางวัลฟูกูโอกะ พ.ศ.2569
ผู้ร่วมดำเนินโครงการฟ้อนเมือง เมืองฟ้อน ร้อยเรียงศิลปะการแสดงล้านนา 8 จังหวัดภาคเหนือ