เวิร์คชอปช่วงเช้า
คุณครูอาวุโส/คุณครูฟ้อน รับเชิญ
1. แม่ครูบัวเรียว รัตนมณีภรณ์ by documentary - ครูรัตนะ ตาแปง :ผู้ติดตาม (ฟ้อนสาวไหม)
2. แม่ครูคำแสน แก้วสืบ แม่เป็นช่างซอ / ฟ้อนดาบ 12 เล่ม
3. รศ.ดร.ณัฐวุฒิ ดอนลาว
4. ครูพิชญ์ บุษยเนียร เจิงยวกรวมกับอากัปกิริยาของสัตว์
5. ครูสุริยา วงค์ชัย เจิงบวกรวมกับวิถีชีวิต / สร้างจินตนาการ
6. ครูสุรินทร์ คันธวังอินทร์ สืบสานวัฒนธรรมชนเผ่า เสนองานประยุกต์
จังหวัดเชียงรายสะท้อนให้เห็นความหลากหลายทางชาติพันธุ์อย่างเด่นชัด ทั้งไทยลื้อ ไทยเขิน ไทยใหญ่ ลัวะ อาข่า และกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ ที่อาศัยอยู่ร่วมกันในพื้นที่เดียวกัน ศิลปะการฟ้อนจึงไม่ได้เป็นของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หากแต่เป็นพื้นที่แห่งการผสมผสาน แลกเปลี่ยน และสร้างอัตลักษณ์ร่วมระหว่างผู้คนจากหลากหลายวัฒนธรรม
ฟ้อนเล็บถูกใช้เป็นแม่บทสำคัญในการสร้างจุดร่วมทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะในบริบทของการศึกษา ซึ่งครูสุรินทร์ได้นำฟ้อนเล็บมาพัฒนาสู่รูปแบบการเรียนการสอนที่เปิดโอกาสให้เด็กจากหลากหลายชาติพันธุ์ได้เรียนรู้และแสดงร่วมกัน ฟ้อนจึงทำหน้าที่เป็นภาษากลางทางการเคลื่อนไหวที่ช่วยสร้างความเข้าใจและความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนที่มีภูมิหลังแตกต่างกัน
ขณะเดียวกัน ครูพิชญ์ บุษยเนียร และครูสุริยา วงค์ชัย ได้สะท้อนให้เห็นว่ารากฐานของการสร้างสรรค์ท่าฟ้อนเกิดขึ้นจากการสังเกตธรรมชาติและวิถีชีวิตรอบตัว ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ ปลา สายน้ำ ภูเขา หรือสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ในสภาพแวดล้อม ธรรมชาติจึงมิได้เป็นเพียงฉากหลังของการแสดง แต่เป็นต้นกำเนิดของจินตนาการและโครงสร้างการเคลื่อนไหว ท่าฟ้อนจำนวนมากเกิดจากการแปลงคุณลักษณะ พลังงาน และพฤติกรรมของธรรมชาติให้กลายเป็นภาษาของร่างกาย
สิ่งที่น่าสนใจคือ หลักคิดดังกล่าวมีความสอดคล้องกับกระบวนการออกแบบท่าเต้นร่วมสมัยและการสอนนาฏศิลป์ในระบบตะวันตก ซึ่งยังคงใช้การสังเกต การตีความ และการแปลงประสบการณ์จากโลกภายนอกมาเป็นการเคลื่อนไหวเช่นเดียวกัน คำอธิบายของครูทั้งสองจึงทำให้เห็นว่า ศิลปะพื้นบ้านมิได้เกิดขึ้นจากความเชื่อหรือการสืบทอดเพียงอย่างเดียว แต่มีหลักคิด รูปแบบ และวิธีการที่เป็นเหตุเป็นผล และสามารถนำมาศึกษา วิเคราะห์ และต่อยอดได้อย่างเป็นระบบ
นอกจากนี้ ผ้าทอยังมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับการฟ้อน ลวดลายบนผืนผ้าสื่อถึงชาติพันธุ์ ถิ่นกำเนิด และประวัติศาสตร์ของผู้คน ผ้าจึงเปรียบเสมือนภาษาอีกชุดหนึ่งที่เคลื่อนไหวไปพร้อมกับร่างกายของผู้ฟ้อน ทำหน้าที่บอกเล่าอัตลักษณ์และความทรงจำทางวัฒนธรรมควบคู่ไปกับการเคลื่อนไหว
เชียงรายยังเป็นพื้นที่ที่แสดงให้เห็นกระบวนการ “ต่อยอด” และ “ทดลอง” ทางศิลปะอย่างชัดเจน โดยเฉพาะแนวทางของครูพิชญ์ บุษยเนียร ที่นำเจิงมาผสมผสานกับอากัปกิริยาของสัตว์ รวมถึงการเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตและจินตนาการร่วมสมัย การเคลื่อนไหวจึงไม่ได้ถูกจำกัดอยู่ในรูปแบบดั้งเดิม แต่ถูกขยายไปสู่การสร้างภาพและความหมายใหม่ที่ยังคงยึดโยงกับโครงสร้างเดิม การเลียนแบบสัตว์ในที่นี้ไม่ได้เป็นเพียงการจำลองรูปลักษณ์ภายนอก หากเป็นการแปลงพลังงาน คุณสมบัติ และลักษณะเฉพาะของสัตว์ให้กลายเป็นภาษาการเคลื่อนไหวของมนุษย์
เวิร์คชอปช่วงบ่าย
นำแนวคิด “4 ลำดับขั้นของสิ่งมีชีวิต” มาใช้เป็นหลักคิดในการอธิบายโครงสร้างของการเคลื่อนไหว ช่วยให้ผู้เข้าร่วมเข้าใจการพัฒนาของการเคลื่อนไหวในฐานะกระบวนการที่มีลำดับขั้น เริ่มจากจุดกำเนิดเล็ก ๆ การขยายตัว การสร้างความสัมพันธ์และการเชื่อมโยง ก่อนพัฒนาไปสู่การเคลื่อนไหวที่สมบูรณ์ และท้ายที่สุดย้อนกลับมาสู่จุดเริ่มต้นอีกครั้ง กระบวนการดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ศิลปะพื้นบ้านสามารถเป็นฐานสำคัญของการสร้างสรรค์ร่วมสมัยได้ โดยไม่จำเป็นต้องตัดขาดจากรากเหง้าของตนเอง หากสามารถเติบโตและพัฒนาได้จากภายในระบบเดิม ผ่านการใช้ศักยภาพ ตัวตน และการตีความของผู้แสดงในแต่ละยุคสมัย เพื่อสร้างรูปแบบการแสดงใหม่ที่ยังคงเชื่อมโยงกับภูมิปัญญาดั้งเดิมอย่างมีชีวิตชีวา