หัวข้อที่เกี่ยวข้อง

โครงการฟ้อนเมือง เมืองฟ้อน

ร้อยเรียงศิลปะการแสดงล้านนา 8 จังหวัดภาคเหนือ

Loading...
Fonmuang
กำลังโหลดข้อมูล...
Article

บทความ

ฟ้อนเมืองกลายลาย

จำได้ เมื่อปีพ.ศ. ๒๕๒๙ ผมและเพื่อนสนิท คือสัมพันธ์ กันชาติ และสุชาติ กันชัย จากชมรมพื้นบ้านล้านนา สโมสรนักศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้มีโอกาสไปสอนศิลปะดนตรีและการแสดงพื้นบ้าน แก่โรงเรียนชุมชนแม่สาบ อำเภอสะเมิง ทุกเย็นวันศุกร์ หลังเลิกเรียนแล้ว เราจะใช้มอเตอร์ไซค์ฮอนด้ารุ่นนันทิดา ขี่ซ้อนสามข้ามดงดอยไปสอนนักเรียนโรงเรียนดังกล่าวเป็นประจำ พอถึงเย็นวันอาทิตย์ก็พากันกลับ มช. ระยะนั้นเป็นช่วงที่ผมสนใจเรื่องความเป็นมาของฟ้อนสาวไหมพอดี ดังนั้นเมื่อผมไปในท้องถิ่นใดก็ตามจะต้องถามหาฟ้อนสาวไหมเสมอ ครั้งหนึ่ง ผมและ สุชาติ กันชัย ได้รับคำแนะนำจากผู้เฒ่าท่านหนึ่งชื่อ “พ่อหนานมา” ว่ามีคนฟ้อนสาวไหมได้ และอยู่ที่บ้านแสนตอง ผู้เขียนและเพื่อนจึงได้ไปสืบดู ก็ได้พบกับ แม่ชื่น กาวิละ เป็นคนแรก ขณะนั้นเป็นช่วงเย็นโพล้เพล้ แม่ชื่นกำลังสาละวนอยู่กับการทำอาหารเย็นให้ครอบครัว แต่ท่านก็ใจดีเล่าไปพลางทำอาหารไปพลาง แถมยังลุกขึ้นฟ้อนให้ดู พร้อมอธิบายว่า ฟ้อนชนิดนี้เรียก “ฟ้อนเมืองกลายลาย” แต่มีท่าสาวไหมรวมอยู่ด้วยทำให้คนเรียกชื่อตามที่เห็นว่า “ฟ้อนสาวไหม” กล่าวถึง“ฟ้อนเมืองกลายลาย” เฉพาะ “ฟ้อนเมือง” หมายถึงฟ้อนของคนเมือง (ไทยวน) ซึ่งโดยทั่วไปจะมีต้นตอมาจากฟ้อนเจิง ส่วน “กลายลาย” หมายถึงการถูกปรับปรุงหรือปรับเปลี่ยนให้กลายเป็น ซึ่ง “กลาย” ในที่นี้เป็นการกลาย “ลาย” ที่หมายถึงลีลาท่าฟ้อน เรื่องนี้คุณแม่ชื่น กาวิละ ท่านเล่าให้ฟังว่าญาติอาวุโสของท่านคือแม่หม่อนดี (หม่อน = ทวด) ได้สืบทอดการฟ้อนชนิดนี้จากคุณตาอีกทีหนึ่ง สมัยแม่หม่อนดียังเด็ก คุณตาของหม่อนดีท่านเป็นครูฟ้อนเจิง ปรารถนาจะถ่ายทอดวิชาฟ้อนเจิงให้บุตรหลานที่เป็นผู้ชาย แต่ท่านไม่มีบุตรหลานที่เป็นผู้ชายมีแต่เด็กหญิง กระนั้นด้วยความตั้งใจ ท่านได้พยายามสอนการฟ้อนแก่เด็กหญิงเหล่านั้น โดยเลือกสอนในท่าที่ค่อนข้างอ่อนช้อย เช่น บิดบัวบาน เสือลากหาง กวางเหลียวเหล่า สาวไหม เป็นต้น ค่ำคืนใดเดือนหงายส่องฟ้า คุณตาจะเรียกไปสอนเสมอ ซึ่งแม่หม่อนดีก็เป็นหนึ่งในจำนวนนั้นด้วย เมื่อฟ้อนเป็นแล้วก็ให้จับคู่ตั้งขบวนเป็นแถวเหมือนฟ้อนเมือง (ฟ้อนเล็บ) โดยทั่วไป จึงเรียกว่าฟ้อนเมือง แต่ด้วยลีลาที่มาจาก ฟ้อนเจิง ที่กลายจากท่าของผู้ชายมาเป็นลีลาของหญิงสาว จึงเรียกว่า ฟ้อนเมืองกลายลาย หมายถึงการฟ้อนเมืองที่กลายพันธุ์ประมาณนั้น หลังจากที่ฝึกหัดฟ้อนจนชำนาญแล้ว ได้ติดตามคณะศรัทธาวัดไปแสดงในงานบุญต่าง ๆ โดยเฉพาะงานฉลองถาวรวัตถุที่เรียกว่า “ปอยหลวง” การฟ้อนแต่ละครั้งได้รับความชื่นชมจากผู้ที่ได้พบเห็นเป็นประจำ แต่ก็ไม่ปรากฏว่าจะมีคณะหรือบุคคลใดสนใจจะสืบทอด ซึ่งอาจเป็นเพราะแต่ละวัดนิยมฟ้อนเมืองเป็นส่วนใหญ่ การฟ้อนนี้จึงมีอยู่ในละแวกเดียวคือบ้านแสนตอง และบ้านเหล่า กระนั้นก็ตาม การถ่ายโอนลีลาท่าฟ้อนชนิดนี้ ก็ยังปฏิบัติสืบต่อกันมาจากแม่หม่อนดี ซึ่งรุ่นแรก ๆ ที่จำได้คือแม่อุ้ยยอด เวชสุคำ และรุ่นต่อมาได้แก่ ๑. แม่ต๋า ปัญญารัตน์ ๒. แม่เตรียมตา วงศ์วาน ๓. แม่ประมวล เรือนคำ (แม่งา) ๔. แม่อร เรือนคำ ๕. แม่ชื่น กาวิละ ในสมัยแม่หม่อนดี สมัยนั้นการฟ้อนเมืองกลายลายเป็นที่นิยมกันพอสมควรและมีกิตติศัพท์เลื่องลือไปถึงในเมืองเชียงใหม่ด้วย ในคราวที่ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ เสด็จเลียบมณฑลพายัพ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๙ แม่หม่อนดีและคณะยังมีโอกาสได้ไปฟ้อนถวายรับเสด็จด้วย หลังจากนั้น ศิลปะการฟ้อนเมืองกลาย เริ่มเลือนหายไปจากความทรงจำของสังคมไประยะหนึ่ง ปีพุทธศักราช ๒๕๒๙ เป็นปีประวัติศาสตร์แห่งการกลับมามีลมหายใจของฟ้อนเมืองกลายลาย อีกครั้ง กล่าวคือ ผมและเพื่อนรักได้ชักนำนักศึกษาสมาชิกชมรมพื้นล้านนา สโมสรนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ไปสืบทอดการฟ้อนดังกล่าว แล้วเผยแพร่ผ่านการแสดง พร้อมนำเสนอเชิงวิชาการในงานสัมมนา “ฟ้อนเชิง : อิทธิพลที่มีต่อการฟ้อนล้านนา” เนื่องในโอกาสวันอนุรักษ์มรดกไทย ๒ เมษายน ๒๕๓๕ ณ สำนักหอสมุดมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จากนั้นไม่นาน โรงเรียนวัฒโนทัยพายัพได้นำการฟ้อนชนิดนี้ แสดงต่อหน้าพระพักตร์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี(พระยศในสมัยนั้น) ณ ลานสันเขื่อนอ่างแก้ว เนื่องในโอกาสเฉลิมฉลองครบรอบ ๓๐ ปีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ๒๕๓๘ การฟ้อนเมืองกลายลายได้รับความนิยมแพร่หลาย การกลายหรือปรับเปลี่ยนตามกาลเวลาย่อมเป็นไปเป็นเรื่องธรรมดา อย่างไรเสีย การธำรงคงไว้ในลีลาท่วงท่าเดิมแบบต้นฉบับยังคงถูกรักษาไว้ในชมรมพื้นบ้านล้านนา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่อย่างคงมั่น ตราบปัจจุนันกาล บทความโดย : สนั่น ธรรมธิ https://www.facebook.com/snan.thr.rmthi.2025
ฟ้อนเมืองกลายลาย